ความเป็นมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ของพสกนิกรไทยในทุก ๆ ด้าน รวมไปถึงด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมรดำเก่าแก่ ที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติไทยที่มีมานานนับพันปี ทรงตระหนักดีว่าอดีตเป็นรากฐานของปัจจุบันและอนาคต หากชนชาติไทยไม่มีสิ่งดีงามของตนเองเป็นพื้นฐานรองรับแล้ว บรรพบุรุษของคนไทยจะสร้างบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นและธำรงรักษามาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร อีกทั้งพระองค์ยังทรงมีปรีชาสามารถในศิลปะแขนงต่างๆ อย่างล้ำเลิศ จนได้รับพระราชสมัญญาว่า "อัครศิลปิน"

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงเห็นสมควรจัดตั้ง "ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช" ขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และให้เป็นแหล่งรวบรวมมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะอดีตอันรุ่งโรจน์ของไทย ยังคงปรากฏให้เห็นผ่านทางมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมทั้งแบบจับต้องได้และจับต้องไม่ได้อยู่ในทุกพื้นที่ ซึ่งแต่เดิม เราต่างทราบดีว่าเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ควรจะต้องเก็บรักษาและอนุรักษ์มรดกต่างๆ เหล่านั้นไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาเรียนรู้สืบไป แต่ในปัจจุบัน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ การแข่งขันทางเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตต้องสรรหาสินค้าชนิดใหม่ที่สามารถต่อสู้กับผู้ผลิตรายอื่นได้ จึงเกิดกระแสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์" ที่เน้นการพัฒนาได้ ต่อยอดจากสิ่งของเดิมที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เกิดเป็นสินค้าใหม่ขึ้น และต้นทุนที่มีอยูู่เดิมนั้นก็คือ "มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม" นั่นเอง วัฒนธรรมท้องถิ่นที่มี "คุณค่า" จึงกลายเป็นเป็นปัจจัยต้นน้ำที่สร้าง "มูลค่า" และกำลังมาแรงในกระแสการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งหากชุมชนท้องถิ่นไม่รู้คุณค่าและหวงแหนสิ่งเหล่านี้ไว้ ก็จะเกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอก รวมไปถึงการนำวัฒนธรรมไปสร้างผลประโยชน์โดยพลการ มิได้รับความยินยอมเห็นชอบ หรือแบ่งปันผลประโยชน์ของท้องถิ่นที่ถือครองมรดกวัฒนธรรมนั้นๆและอาจก้าวล้ำสู่การจดสิทธิบัตรโดยที่ชุมชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมไม่รับรู้หรือไม่ได้รับประโยชน์

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ตระหนักถึงภารกิจและหน้าที่ที่จะต้องส่งเสริม เผยแพร่ รักษาพิทักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของคนไทย จึงได้มีการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติขึ้น ซึ่งนอกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะเป็นผู้ดำเนินการเก็บข้อมูลเองแล้ว ยังได้ส่งเสริมให้ชุมชนเป็นผู้จัดเก็บองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเองอีกด้วย ด้วยการดำเนินโครงการ "ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช" ในพื้นที่นำร่อง 8 จังหวัดทั่วประเทศ (ประกอบด้วย 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และอีก 3 จังหวัดที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิและคณะกรรม) เพื่อเป็นการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการจัดเก็บความทรงจำของพสกนิกรที่มีต่อพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพื้นที่นั้น ๆ รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อยืนยันถึงความเป็นเจ้าของและสิทธิในการครอบครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของตนไว้ได้ และนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาจัดแสดงในรูปแบบของนิทรรศการ และมีสืบสาน ต่อยอด สร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จัดต้องไม่ได้ให้เป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ นำไปสู่การสร้างรายได้ให้ชุมชนต่อไป