ไทลื้อ

ชื่อชาติพันธุ์ไทลื้อ
ข้อมูลทั่วไปครอบครัวชาวยองที่อพยพลงมาส่วนใหญ่มุ่งไปยังเมืองลําพูน เมื่อสร้างเมือง เสร็จแล้วก็ได้รับอนุญาตให้ตั้งบ้านเรือนกระจายกันตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตเมืองลําพูน อีกส่วนหนึ่ง ได้อพยพลงมาทางเมืองนครลําปาง เจ้าเมืองนครลําปางในขณะนั้นคือเจ้าดวงทิพย์ อนุญาตให้ ครอบครัวไทลื้อจากเมืองยองพํานักอยู่ในเมืองระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็ขออนุญาตออกไปแสวงหา ทําเลที่ตั้งบ้านเรือนใหม่ จากการบอกเล่าของผู้สูงอายุในหมู่บ้านได้เล่าว่ามาจากเมืองยอง เมื่อมาถึงเชียงรายอยากเห็นลําปาง ก็แยกมาประมาณ 7 ครอบครัว เมื่อมาถึงที่พักอยู่ที่เมืองลําปางระยะหนึ่ง เจ้าหลวงเมืองลําปางทดลองดูใจ โดยแกล้งทิ้งเงินทองของมีค่าไว้ แต่ปรากฏว่าไม่มีใครแตะต้อง จึงรู้ว่าพวกสื้อเป็นคนชื่อ เมื่อมีการประชุมแก่บ้านและแควน (ผู้นําหมู่บ้าน) ได้แจ้งให้ทราบว่ามีลื้ออพยพมาเมือง ลําปาง มีหมู่บ้านไหนจะรับไปอยู่อาศัย มีแควนตําบลนาคตยินดีจะรับไปอยู่ พอดีในระหว่าง เดินทางจากเมืองลําปางไปถึงห้วยน้ํานอง จึงสร้างที่พักอาศัยอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง ต่อมา บรรดาหัวหน้าครอบครัวได้เที่ยวป่ามาจนถึงหนองบัวใกล้ ๆ ห้วยแม่พุ่ง ฝนตกหนักมี ซึ่งออกหากินจํานวนมาก มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เพราะอุดมสมบูรณ์ห้วยแม่ปิง มีน้ําลึกดูจนเขียว สองฝั่งของลําห้วยมีป่ากล้วยขนาดใหญ่ขึ้นงอกงาม จึงตัดสินใจตั้ง บ้านเรือนที่นี่ เริ่มจากบ้านกล้วยหลวง ต่อมาได้สร้างวัดกล้วยหลวงขึ้นเป็นวัดแรก โดยมีพระจากเมืองยองมาจําพรรษาอยู่ เมื่อมีคนเพิ่มมากขึ้นก็ขยายออกไปตั้งหมู่บ้าน ใหม่ที่บ้านแพะ บ้านหัวฝาย บ้านกลาง และบ้านม่วง ส่วนบ้านแม่ปัง ฮ่องห้า พวกที่แยกออกไปตั้งครั้งแรกถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกผีกะ ซึ่งอยู่รวมกับชาวบ้านอื่น ๆ ไม่ได้ จึงต้องแยกออกไปอยู่ต่างหาก แต่ในปัจจุบันความเข้าใจดังกล่าวได้ลดลงไป
ประเพณี"ผีหอศาล” เป็นผีขุนน้ำขุนห้วย ผีหลักบ้านหลักเมือง นับถือสืบทอดกันมาแต่โบราณ ชาวไทลื้อที่ตําบลกล้วยแพะซึ่งมีบ้านกล้วยหลวง บ้านกล้วยแพะ บ้านกล้วยกลาง และบ้านหัวฝาย เป็นหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมทุ่งนาที่เรียกว่า ทุ่งหลวง ซึ่งมีอาณาเขตกว้างไกลไปถึงเชิงภูเขา ทางทิศตะวันออก ซึ่งเห็นอยู่ลิบ ๆ ที่กลางทุ่งหลวงจะมองเห็น “ลอมก๋งโต้ง” เป็นดงเล็ก ๆ มี ต้นไม้ขึ้น ผู้เฒ่าของหมู่บ้านเล่าว่า แต่ก่อนเป็นดอนต้นโพธิ์ใหญ่ ชาวบ้านจะสร้างหอผีไว้ให้เป็นที่สิงสถิตย์ของผีหลักบ้าน หลักเมือง ถึงฤดูก่อนจะลงทํานาและหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ต้องทําพิธีเซ่นไหว้ แต่เดิมนิยมเอาสุนัขดํา แต่ให้เรียกว่า “กว่างคํา” ไปฆ่าเช่นไหว้ ต่อมานิยมเลี้ยงด้วยหัวหมูต้มหรือไก่ต้ม ชาวบ้านที่ อยู่รายรอบจะต้องให้บุคคลในครัวเรือนมาร่วมพิธีทุกครอบครัว จึงมีผู้มาร่วมพิธีมากมาย มีช่างปี่ ช่างซอฝีปากดี มาขับซอโต้ตอบกันสนุกสนาน เล่ากันว่าแต่ก่อนงานเลี้ยงผีหอศาลนี้จะเริ่มตั้งแต่เช้า ตรู่ มีคนไปเตรียมการจัดแจงต้มหัวหมูหรือไก่ ซึ่งจะได้จากชาวบ้านช่วยกันเรี่ยไรเอามาให้ ตอน สายได้ฤกษ์ดี ผีจะมาเข้าทรงให้ถามไถ่พูดคุยเรื่องต่าง ๆ มีชาวบ้านนําของมาขาย ให้คนไปร่วม งานเป็นที่เอิกเกริก นับเป็นงานประจําปีที่ทุกคนรอคอย แต่หลังจากประทับทรง "เจ้าแม่จันทร์ขาว” สิ้นชีวิตเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว ประเพณีการไหว้ผีหอศาลซบเซาลง แต่ยังมีผู้นับถือไปเช่น ไหว้ประจําทุกปีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน การเซ่นไหว้ผีหอศาลจัดขึ้นในเดือน 4 เหนือ (เดือนยี่) ครั้งหนึ่งและในเดือน 9 เหนือ (เดือน 7) อีกครั้งหนึ่ง การเลี้ยงในเดือน 7 เป็นการบอกกล่าวว่า จะลงทํานา ขอให้ช่วยปกป้องดูแลข้าวกล้าให้งดงาม มีน้ําท่าอุดมสมบูรณ์ ส่วนที่เลี้ยงในเดือนยี่นั้น จัดเป็นการ “เลี้ยงข้าวใหม่” สิ่งที่นําไปเลี้ยงในปัจจุบันมีหมูต้มหรือไก่ต้ม พร้อมเหล้าและดอกไม้ ธูปเทียน มี “ตําแหลว” ทําจากไม้ไผ่สานเสียบติดไว้ปลายเสา ผูกผ้าแดงสําหรับแสดง เขตปริมณฑลที่ประกอบพิธีไหว้ผี ของที่นํามาเช่นจะเป็นไก่ต้มติดต่อกัน 3 ปี หมูติดต่อกัน 3 ปี สลับกันไป ในเดือนมกราคม พ.ศ.2550 นี้ เป็นการเลี้ยงด้วยไก่ต้ม ชาวบ้านเรี่ยไรเงินกันซื้อมา นําไปฆ่าที่บริเวณหอศาล ต้มทั้งตัว ใส่ตะไคร้ทั้งต้นเพื่อดับกลิ่นคาว ถึงเวลาคนประทับทรงแล้ว ใครจะถามไถ่เรื่องราวต่าง ๆ เชิญผีกินเครื่องเช่นก่อนเวลาเที่ยง จากนั้นเข้าทรงให้ชาวบ้านถามไถ่ ต่อได้ เวลาสมควรผีออกจากคนทรง เสร็จพิธีในตอนบ่ายแยกย้ายกันกลับบ้าน ต่างกับแต่ก่อนซึ่ง ทุกคนเล่าถึงด้วยความประทับใจเหมือนกันว่า กว่าจะเลิกงานได้จนเย็นค่ำ
วิถีชีวิตการแต่งกายของชาวไทลื้อ แต่เดิมนั้นผู้หญิงจะใส่เสื้อผ้าสีน้ำเงิน หรือดำรัดรูป ผ่าอก เอวสั้น แขนกระบอก นุ่งซิ่นด้วยผ้าฝ้าย ส่วนทรงผมนิยมเกล้ำผมส่วนชายไทลื้อนิยมนุ่งเตี่ยวสะดอ เสื้อย้อมเมล็ดนิลหรือคราม ปล่อยชายเสื้อยาวถึงหัวเข่า ทรงผมตัดเกรียนที่ท้ำยทอย เวลาไปทำงานนิยมสะพายย่ามที่เรียกว่า "ถุงปื๋อ"
การทำมาหากิน อาชีพที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ กำรรับจ้างทำงานโยธา ที่เรามักพบชายไทลื้อ จอดรถจักรยานหรือจักรยานยนต์ พร้อมอุปกรณ์ครบมือและนั่งรอการว่าจ้าง บริเวณถนนพหลโยธิน ช่วงโรงเรียนลำปางกัลยาณี และพื้นที่ใกล้เคียง อาชีพอื่นๆ ของชาวไทลื้อก็มีเช่น การค้ำขาย เกษตรกรรม กำรจ้างมัดหอม กระเทียม
ศาสนา / ความเชื่อศาสนาความเชื่อของชาวไทลื้อแทบไม่ต่างไปจากคนเมืองทั่วไปนักที่นับถือผี และพุทธ แม้วัดกล้วยหลวงจะเป็นวัดแห่งแรกที่ชาวไทลื้อก่อสร้างขึ้นแต่วัดที่มีความสำคัญในระดับย่านก็คือ วัดพระธาตุดอยม่วงคำ ในช่วงงานประเพณีถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนกลางในการพบปะกัน
แต่ที่น่าสังเกตก็คือ การรับเชื่อเป็นคริสเตียนของชาวไทลื้อ ความเข้มแข็งของการนับถือแสดงออกให้เห็นจากการสร้างโบสถ์ 1 แห่ง คือ คริสตจักรเกียรติ - การุณ ภาคที่ 3 ลำปาง ที่บ้านนกล้วยหลวง นอกจากนั้นยังมีสุสานคริสเตียน ณ บ้านกล้วยหลวงเช่นกัน มีการยืนยันอีกว่าในสมัยที่ศาสนาคริสต์เข้ามาใหม่ๆชาวไทลื้อได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น เช่น การเข้าเรียนโรงเรียนเคนเน็ตแม็คเคนซี หรือ โรงเรียนวิชชานารี บางคนมีโอกาสได้ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศอีกด้วย
อื่น ๆ -
เอกสารแนบ -
วิดีโอประกอบ -

โดย : สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง