http://www.culture.lpru.ac.th  
 

มกราคม กุมภาพันพันธ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม

เดือน พฤศจิกายน
เดือน 2 เหนือ เดือน 12 ใต้

ป๋าเวณีเดือนยี่เป็ง
ป๋าเวณีล่องสะเปา
ป๋าเวณีฟังเทศมหาชาติ
ป๋าเวณีโคมลอย

ป๋าเวณีเดือนยี่เป็ง

             ประเพณีเดือนยี่ หรือบางทีเรียกว่า เดือนยี่เป็ง นับเป็นประเพณีเก่าแก่ของภาคเหนือประชาชนนับถือปฏิบัติกันมานับแต่พุทธศตวรรษที่๑๔ สมัยอาณาจักรหริภุญไชยได้มีประเพณีเดือนยี่ และทำพิธีลอยโขมดแล้ว ในตำนานเมืองลำพูนกล่าวว่า ชาวเมืองหริภุญชัยได้อพยพหนีอหิวาตกโรคไปอยู่เมืองหงสวาดี ซึ่งมีเชื้อสายมอญด้วยกัน เป็นเวลาหลายปีเมื่อโรคร้ายสงบแล้วชาวเมืองลำพูนบางคนก็ย้ายกลับบ้านเมืองของตน บางคนก็แต่งงานมีครอบครัว เมื่อถึงเดือนยี่เป็งมาถึง ชาวเมืองลำพูนคิดถึงญาติที่อยู่ ณ เมืองหงสาวดี ก็จะเอาวัตถุข้าวของใส่แพไหลล่องไปตามแม่น้ำกวง แม่น้ำทา แม่น้ำปิง โดยคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะล่องลอยไปญาติที่อยู่เมืองหงสาวดีโพ้นจึงเป็นต้นเหตุแห่งการลอยโขมด หรือลอยกระทงแต่นั้น และประเพณีเดือนยี่ก็มีมาตั้งแต่ครั้งกระโน้นแล้ว
             ในหนังสือโบราณภาคเหนือ พุทธศักราช ๒๐๖๑ รัชกาลพระเจ้าดิลกปนนัดดาธิราช เทศกาลเดือนยี่เป็ง ประเพณีใหญ่ ประชาชนพลเมืองทั่วประเทศ มีมหากษัตริย์เป็นประมุข ต่างก็พากันไปนมัสการบูชาพระในอารามทั้งหลาย คราคร่ำไปด้วยผู้คนหนุ่มสาว สนุกสนานมีความสุข เพราะได้ดูชมมหรสพที่เล่นกันเป็นที่พึงพอใจโครงนิราศหริภูญชัยกล่าวถึงเดือนยี่เป็งไว้หลายตอน อันแสดงถึงความนิยมชมชอบของผู้คนสมัยโน้น กวีผู้แต่งจึงนำมาสอดแทรกไว้ในนิราศของตน

 รัชนีเพิงพุ่งแจ้ง
             แสงส่องรังสีจันทร์
             ราตรีดุจดูวัน
             สนุกสนานปานด้าวหล้า
  จวนตะวัน
แจ่มฟ้า
รวีแว่น ยังเอ
หล่มหล้มเมทนี

             (พระจันทร์ส่องสว่างดังแสงพระอาทิตย์ แสงสว่างท้องฟ้าเป็นเวลากลางคืนอยู่ แต่ดูเหมือนกลางวัน สนุกสนานพื้นแผ่นดินจักถล่มทลายลง)

ประเพณีเดือนยี่เกิดขึ้นด้วยเหตุอะไร
             ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ประเพณีเดือนยี่เกิดในท้ายฤดูฝนต้นเหมันต์ เป็นที่กล่าวขวัญและนิยมชมชอบของประชาชนเป็นอันมาก ทั้งเจ้าถิ่นอาคันตุกะผู้มาเยือน ชาวภาคเหนือนิยมจัดประเพณีเดือนยี่ขึ้นมีสาเหตุที่ครวิเคราะห์ได้หลายประการคือ
             ๑. เป็นฤดูที่พ้นจากภาวะฝนตกชุก น้ำท่วม ไปไหนไม่สดวก เมื่อมาถึงเดือนเกี๋ยง เดือนยี่เมฆฝนเริ่มจากไปอากาศสดใสจึงเป็นเวลาที่ปลอดโปล่งโล่งใจ
             ๒. ลักษณะภูมิประเทศงดงาม อากาศดี มองไปทางไหนจะมีต้นข้าวเขียวเต็มท้องทุ่งนาน่าชื่นใจ
             ๓. มีความเชื่อกันมาว่า เดือนยี่ หรือเดือน ๑๒ ใต้นี้ เป็นฤดูกาลที่ลูกหลานจะได้ทำบุญอุทิศกุศลกัลปนาแก่บรรพชนของตน
             ๔. ฤดูกาลแห่งพืชในไร่ของคนเริ่มได้ผล เช่น การทำข้าวเม่า (ซึ่งทำจากเมล็ดข้าวที่ยังไม่แก่) การถวายข้าวโพดสาลีและผลไม้ ชาวบ้านจึงถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ตน
             ๕. เดือนยี่เป็นเดือนที่ชาวเมืองนิยมประกอบพิธีแต่งงานหรือกินแขก คู่บ่าวสาวจึงนิยมแต่งกันมากในเดือนยี่นี้
             ๖. การเล่นว่าวหรือโคมลอย ในเดือนนี้นิยมกันมาก เพราะอากาศโปล่งท้องฟ้าแจ่มใสสามารถเห็นโคมลอยชัด ในวันยี่เป็งจึงมีโคมลอยถูกปล่อยขึ้นบนท้องฟ้าอย่างมากมาย เมื่อลอยไปในอากาศมีเสียงประทัดที่แขวนไว้ใต้โคมลอยแตกเป็นระยะๆ น่าสนุกสนานยิ่ง
             ๗. ความเชื่อของชาวภาคเหนือแต่โบราณในเดือนยี่เป็ง นิยมส่งเครื่องเซ่นสังเวยไปตามสายน้ำเพื่อใช้เป็นเครื่องบูชาพระนารายณ์ในเกษียรสมุทรบ้างเพื่อบูชาบรรพชนของตนบ้างและเพื่อบูชารอยพระบาท บนหาดทรายปากแม่น้ำนัมทนที จึงเกดประเพณีล่องสะเปา หรือลอยกระธงขึ้น

ประเพณีเดือนยี่เป็ง
             พอเริ่มหนึ่งค่ำเดือนยี่ทุกวัดวาอารามในภาคเหนือ จะจัดเตรียมสถานที่ปัดกวาดวิหาร ศาลาให้สะอาดงดงามแล้วจัดเตรียมสิ่งต่อไปนี้
             ๑. ทำราชวัตรรอบวิหารหรือศาลา และทำประตูป่าหน้าทางเข้าวัด หรือหน้าวิหาร
             ๒. ทำโคมค้าง โคมแขวน โคมหูกระต่าย โคมรังมดส้ม โคมรูปต่างๆ บางรายทำเป็นรูปเครื่องบิน ทำโคมผัดหรือโคมเวียน
             ๓.ทำว่าวหรือโคมลอย โดยการนำกระดาษมาต่อกันเป็นทรงกลม ทำส่วนหัวและปากโคมลอยให้มีสัดส่วนเท่ากัน ไม่เช่นนั้นโคมลอยจะไม่ลอยขึ้นไป ลักษณะโคมลอยมีหลายแบบ เช่น แบบลูกฟักแบบกล่อง หรือกระติ๊บข้าว แบบรังมดส้ม แล้วแต่ช่างผู้ทำจะเห็นอย่างไร
             โคมลอยมีลักษณะการปล่อยเป็น ๒ อย่างคือ โคมที่ใช้ปล่อยตอนกลางวันเรียกว่าว่าวจะใช้การรมควัน คือเพิ่มควันเข้าไปในตัวโคมลอยหรือว่าวเรื่อยๆจนพองตัวมีความดันสูงขึ้นจนตึงมือ แล้วปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า
             โคมลอยที่ใช้ปล่อยตอนกลางคืน มีกรรมวิธีเช่นเดียวกันกับโคมลอยว่าวตอนกลางวันแตกต่างกันที่เขาใช้ท่อนไม้พันด้ายเป็นก้อนกลมๆ ซุบด้วยน้ำมันขี้โล้ จนชุ่มแล้วทำที่แขวนติดกับปากโคมลอย เมื่อรมควันจนได้ที่แล้ว เขาจะจุดไฟท่อนผ้าที่เตรียมไว้แล้วถูกติดกับปากโคมลอยปล่อยขึ้นสู่อากาศ โคมลอยจะลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ และลอยไปตามกระแสลมจะมีลักษณะเป็นดวงไฟ คล้ายดาวเคลื่อนย้ายไปในเวหาอันเวิ้งว้างน่าดูยิ่งนัก แต่โคมลอยที่ปล่อยกลางคืนนี้เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้อื่นมาก บางครั้งผ้าที่ชุบน้ำมันยังไม่หมดเชื้อ ปรากฏว่าว่าวตกลงมาก่อนจึงเกิดไหม้บ้านเรือน หรือย่านป่าที่แห้งจัด เกิดไฟไหม้ป่าลุกลามไปในนั้น โคมลอยที่ใช้ปล่อยตอนกลางคืนจึงขาดความนิยมไป
             ๔. การทำบอกไฟ ประกอบด้วยบอกไฟหลายชนิด เช่น บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอไฟเทียน บอกไฟขวี บอกไฟช้างร้อง บอกไฟจักจั่น บอกไฟท้องตัน บอกไฟขี้หนู งานเกี่ยวกับดอกไม้ไฟเหล่านี้นิยมทำกันตามวัดต่างๆ อาศัยตำราทางเคมีแต่โบราณ เรียกกันว่า ตำราเล่นแร่หรือตำราปะตา เป็นคู่มือในการผสมดินประสิว กำมะถันและถ่านให้ถูกสัดส่วนกัน ทำบอกไฟแต่ละชนิดขึ้นจุดในประเพณีเดือนยี่ มีคำภีร์ที่กล่าวถึงการทำโคมลอยทำว่าวไว้ด้วยว่าหากคนใดทำจะมีอานิสงส์และการปล่อยขึ้นไปนั้นเพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ดาวดึงด้วย

การเตรียมการเดือนยี่ของประชาชน
             เมื่อเทศกาลเดือนยี่มาถึงแล้ว ประชาชนจะมีความสนุกสนานร่าเริง เพราะฟ้าฝนและฤดูกาลเป็นใจจึงได้เตรียมกาลไว้เป็นหลายอย่างหลายประการ คือ
             ๑. เตรียมเครื่องแต่งกาย นุ่งหย้อง เพ่อจะใส่ไปวัดในเดือนเป็ง หรือวัดอื่นๆ ซึ่งหนุ่มสาวจะเตรียมกันพิเศษ เพราะที่วัดคือ สถานที่ในการบำเพ็ญกุศล ได้พบปะและสมานมิตรสัมพันธ์
             ๒. เตรียมโคมหูกระต่าย โคมราวไว้ เพื่อประดับราวหน้าบ้านของตน
             ๓. เตรียมผางผะติ้ด (ประทีป) ไว้ตามอายุของคนในเรือน เช่น อายุพ่อ อายุแม่และลูกมีกี่คนก็เตรียมไว้หมด โดยไปหาผางผะติ้ดใส่ตีนกาและน้ำมัน หรือขี้ผึ้งไว้เป็นที่เรียบร้อย นำไปบูชาในเดือนยี่เป็ง
             ๔. เตรียมกัณฑ์ธรรม หรือกัณฑ์เทศน์สำหรับจะนำไปฟังเทศ ตามคัมภีร์ธรรมชะตาวัน ชะตาเดือน และชะตาปี ที่นิยมกันมาแต่โบราณกาล เกี่ยวกับธรรมชะตานี้ ผู้ถวายจะต้องไปจ้างให้คนจาร (เขียน) ลงในใบลานเป็นผูกๆ แต่ละเรื่องแล้งประกอบพิธีการลงธรรมด้วยเขม่าและน้ำมันยาง จนเห็นตัวอักษรชัดเจน สายสยองคือ ด้าย ใช้สำหรับร้อยใบลานเทศน์ เรียกว่าธรรมหรือคัมภีร์ แล้วทายกทายิกาจะเตรียมไว้ที่ต้นกัณฑ์ ให้พระหยิบขึ้นเทศน์ ในตอนท้ายพระธรรมหรืคำภีร์ จะมีชื่อผู้จานและผู้บริจากไว้ เช่น “ปถมมูลศรัทธา นายเมืองดี นางบังออนพร้อมด้วยลูกเต้า ได้ทานไว้ค้ำชูศาสนา ๕๐๐๐ พระวสา ของสุขสามประการ มีพระนิพพานเป็นยอด จิ่มเตอะ”การกระทำของชาวเหนือแบบนี้ จึงเกิดเป็นการสั่งสมพระคัมภีร์ต่างๆ ทางศาสนาไว้มากมาย นับเป็นล้านๆ ผูกเป็นกุศโลบาย ที่ดีเยี่ยมในการอนุรักษ์วิทยาการของบรรพบุรุษไว้ได้นาน
             ๕. เตรียมบุพผาลาชาข้าวตอกดอกไม้ชาวบ้านจะเอาข้าวเปลือก ข้าวฟ่างไปคั่วทำเป็นข้าวตอก เพื่อใช้ผุย (โปรย) เวลามีงาน เช่น ผุย (โปรย) เวลามีขบวนแห่ ผุย (โปรย) เวลาเทศน์มหาชาติ กัณฑ์ ครตอนมาถึง เวลาฝนห่าแก้วรัตนธาราตกลงมา การเตรียมดอกไม้เครื่องประดับสถานที่ เช่น การทำโคมระย้า อุบะดอกไม้นำไปถวายพระในวัดเป็นความเชื่อถือที่มีค่าอย่างหนึ่งคือ หากใครได้ถวายดอกไม้และข้าวตอกบูชาเกิดมาจะเป็นผู้มีกลิ่นหอมและเป็นคนมีเสน่ห์น่ารักแก่ประชาชน เมื่อใกล้เดือนยี่มาถึงประชาชนจึงเตรียมข้าวตอกดอกไม้ไว้เป็นเครื่องบูชา
             ๖. การเตรียมอาหารสำหรับพระภิกษุสงฆ์ เป็นประเพณีเดือนยี่มาแต่โบราณแล้ว หากวันขึ้น ๑๔ ค่ำมาถึงประชาชนจะเตรียมของถวายพระสงฆ์คือ อาหาร ขนม และผลไม้อาหารประกอบด้วย แกงอ่อม แกงฮังเล ห่อนึ่งและลาบ อาหารเหล่านี้เป็นอาหารพื้นเมืองที่นิยมทำกันในสังคมชาวเหนือมาช้านาน ขนมประกอบด้วย ขนมจ๊อก ข้าวต้มถั่วแปบ ข้าวต้มหัวหงอก ขนมปาด ฯลฯ ผลไม้ที่ปลูกกันในท้องถิ่นมีกล้วยต่างๆ ส้มโอ อาหารการกินเหล่านี้จะนำไปถวายพระในวันใกล้รุ่ง

การถวายประกอบด้วย
             ๑. การตาน (ทาน) ขันข้าว คือ นำอาหารใส่ถาดไปถวายพระสงฆ์ เพื่อให้ตัวเองได้กุศลและต้องการจะอุทิศกุศลแก่บรรพชนของตน เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ล่วงลับไปแล้ว
             ๒. การถวายภัตตาหารภายในวิหาร คือ การนำภัตตาหารไปรวมกันแล้วถวายแด่พระสงฆ์ผลประโยชน์ที่ได้รับคือ การได้เข้าวัดเป็นการไปสังสรรค์กัน ได้พูดจาปราศัยเล่าสารทุกข์สุขดิบให้แก่กันและกัน
             ๓. การนำกัณฑ์เทศน์ หรือกัณฑ์ธรรม ไปถวายโดยนิมนต์พระสงฆ์ให้มาเทศน์คัมภีร์ ซึ่งทายกทายิกาผู้นั้นเตรียมไว้
             ๔. การเตรียมประเพณีใส่บาตรข้าวพระเจ้า การถวายข้าวมธุปายาส การถวายข้าว ๔๙ ก้อนการใส่บาตรพระเจ้า การถวายข้าวทิพย์
             การถวายข้าวเหล่านี้มีชื่อแตกต่างกันไป แต่มีความหมายเช่นเดียวกันข้าวมธุปายาสคือข้าวที่กวนหรือหุงด้วยน้ำผึ้ง น้ำอ้อย ข้าว ๔๙ ก้อน ได้แก่ ข้าวที่พระพุทธเจ้าแบ่งเป็น ๔๙ คำให้เป็นที่ระลึกถึงการที่พระองค์ทรงอดข้าวนาน ๔๙ วันในคราวบำเพ็ญทุกรกิริยา ณ ป่าอุรุเวราเสนานิคม แขวงเมืองมคธ เมื่อประมาณสองพันปีมาแล้ว การใส่บาตรข้าวพระเจ้า หมายถึงการตักบาตรใหญ่ โดยมีพระเจ้าเป็นประธาน ภาษาไทยใหญ่การถวายข้าวมธุปายาส เรียกว่า “ตานข้าวซอมต่อ”และการกวนข้าวที่ถวายเป็นข้าวมธุปายาสนี้ต้องมีพิธี คือ พิธีกวนในรั้วพิธี เรียกว่า“ราชวัตร”และนิยมให้หญิงพรมจารีเป็นผู้กวนและบางแห่งมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ด้วยเพื่อให้ข้าวมธุปยาสมีความสักดิ์จึงเรียกกันว่า ข้าวทิพย์ คือ ข้าวของเทวดา เมื่อรับประทานจะมีความสุขความเจริญในชีวิตของตน

วันเดือนยี่เป็งคืออะไร
             การถวายข้าวมธุปยาสนิยม ถวายตอนเช้ามืด ประมาณเวลาตีห้าของวันเดือนยี่เป็ง โดยนำไปไว้ตรงหน้าพระประธาน แล้วปู่อาจารย์กล่าวคำสังเวย บูชาพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วนำเข้าประเคนพระพุทธรูปเป็นเสร็จพิธี ข้าวมธุปยาสที่ถวายพระนี้ถือว่าเป็นของสักดิ์สิทธิ์ หากใครนำไปบริโภคจะมีอายุยืน มีสุขภาพดี จึงนิยมบริโภคกันมาก
             ประมาณ ๖.๐๐ น. ประชาชนจะนำถาดอาหารไปถวายพระสงฆ์ เรียกกันทางภาษาเหนือว่า “ตาน (ทาน) ขันข้าว” เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ บรรพบุรุษของตน ทายกทายิกาจะบอกพระสงฆ์ว่าอุทิศให้ผู้นั้นผู้นี้ พระสงฆ์จะต้องระบุชื่อบุคลที่ต้องการอุทิศไปหา เชื่อกันว่าบุญกุศลจะไปถึงเขาในภพต่อไป
             ประมาณ ๗.๐๐ น. ศรัทธาประชาชนจะนำเอาข้าวปลาอาหารขึ้นบนวิหารโดยไปไหว้พระรัตนตรัย คือแก้วทั้งสาม เมื่อพระสงฆ์ขึ้นบนวิหาร พิธีกรคือ ปู่อาจารย์จะนำไหว้พระรับศีล เริ่มพิธีต่อไป ตอนกลางวันศรัทธาประชาชนจะนำเอากัณฑ์เทศน์ไปวัด นิมนต์พระสงฆ์เทศธรรมชะตาของคนบ้าง การเทศน์นี้หากเป็นคำสอนต่าง ๆ เรียกว่า “ธรรมวัตร” วัดบางแห่งมักจะมีการตั้งธรรมหลวง เรียกว่า ”ธรรมหาชาติ” ซึ่งฟังเรื่องของพระเวสสันดรเป็นบางครั้งคราว
             ตอนเย็นเข้าสู่ค่ำประชาชนจะนำเอาผางผะติ้ด (ประทีป) ไปวัดเพื่อบูชาพระรัตนตรัยพระสงฆ์จะเทศน์อานิสงส์ผางผะติ้ดด้วย มีเรื่องเล่าสั้น ๆ ว่า “มีทุคตะเข็ญใจผู้หนึ่ง ได้ไปผ่าฟืนอยู่ในป่า วันเดือนยี่เป็ง ชายคนนี้คิดว่าวันนี้เราควรจะได้บูชาประทีป จึงบีบเอาน้ำมันจากหนังหมูทอดในห่อข้าวและฉีกชายแขนเสื้อของตนเอาน้ำมันหมูใส่ในถ้วยแล้วจุดประทีป อธิฐานขอให้ตนพ้นทุกข์ การบูชาของเขาทำให้แผ่นดินไหว เป็นขณะเดียวกันที่พระเจ้าปเสนทิโกศล ในพระนครสาวัตถีกำลังบูชาประทีปต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า เมื่อแผ่นดินไหวจึงแคลงพระทัย ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าพระองค์ดำรัสว่า การบูชาประทีปที่แผ่นดินไหวนี้ เนื่องจากการบูชาของนายทุคตะเข็ญใจ ได้บูชาด้วยเจตนาอันสูงยิ่ง พระเจ้าปเสนธิโกศลอยากจะได้บุญกุศลนั้นบ้าง จึงขอแบ่งบุญกับชายเข็ญใจ โดยพระราชทานทรัพย์ของพระองค์แลกเอาบุญ ในที่สุดทำให้ชายเข็ญใจคนนั้นกลายเป็นเศรษฐีของเมืองสาวัตถีในคืนวันนั้นเอง
             การบูชาผางผะติ้ด (ปรัทีป) ของชาวเหนือจึงอยู่ในความนิยมของประชาชนมาก เพราะได้สร้างค่านิยมไว้ให้ประชาชนเห็นการบูชาผางผะติ้ดของชาวเหนือจึงอยู่ในความนิยมของประชาชนมาก เพาระได้สร้างค่านิยมไว้ให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการบูชาว่ามีอานิสงส์ยิ่งในการบำเพ็ญคุณความดี
             หลังจากการบูชาพระประทีปแล้วประชาชนจะจุดโคมไฟบูชาสว่างไสวทั่ววัด บางคนกลับบ้านแล้วบูชาดวงประทีปที่ตนเห็นว่าควรบูชา เช่น บ่อน้ำ ครัวไฟ หม้อน้ำ ประตูบ้าน ประตูยุ้งฉาง เทวดาประจำบ้าน ดังนั้นในคืนเดือนเป็ง ในบ้านของแต่ละคนสว่างไสวประดุจกลางวัน
             เมื่อจุดธูปเทียนเสร็จแล้ว จะมีการจุดดอกไม้เพลิงและเล่นบอกไฟต่าง ๆ ภายในวัดโดยจุดเป็นพุทธบูชา บางแห่งมีการจุดบอกไฟดอก หรือดอกไม้เพลิง แข่งขันประชันกันมีการแจกรางวัลด้วย
             ในคืนเดือนยี่เป็งประชาชนของหมู่บ้านพากันหลั่งไหลไปวัดแต่ละคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม มีใบหน้าเบิกบาน สนุกสนานด้วยการละเล่น เดือนยี่ทำให้เกิดประเพณีสำคัญหลายประเพณี
             เมื่อเดือนยี่มาถึงประชาชนชาวเหนือจะจัดประเพณีขึ้นหลายต่อหลายประเพณี เช่น ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีทอดผ้าป่า ประเพณีขันข้าว ประเพณีธรรมหลวง ประเพณีทานโคมต่าง ๆ และผางประทีป ประเพณีจุดดอกไม้ไฟต่าง ๆ ประเพณีล่องสะเปา หรือ ลอยกระทง ประเพณีการแต่งงาน

กลับด้านบน

ป๋าเวณีล่องสะเปา

             ประเพณีล่องสะเปา หรือลอยกระทง มีมาแต่โบราณกาลแล้ว เมื่อวันเดือนยี่เป็ง ก็จะธรรมพิธีล่องสะเปา                  -เป็นการลอยโดยความหมาย
                 -เป็นกานลอยเคราะห์ลอยบาป
                 -เป็นการลอยเพื่อส่งของแก่บรรพบุรุษ
                 -เป็นการลอยเพื่อบูชาพระนารายณ์
                 -เป็นการบูชาพระพุทธบาทในหาดทรายแม่น้ำนัมนที
                 -เป็นการลอยเพื่ออธิษฐาน
             ๑. การลอยเคราะห์ลอยบาป ต้องการลดเคราะห์เสนียดจัญไรในตัวให้ไหลล่องไปตามน้ำในเทศกาลเดือนยี่
             ๒. เป็นการลอยเพื่อส่งของแก่บรรพบุรุษ ตามคติความเชื่อของคนโบราณในนครหริภุญไชย ที่ส่งให้แก่ญาติพี่น้องในนครหงสาวดี ในสมัยต่อมาประชาชนยึดถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันจนทุกวันนี้
             ๓. การลอยกระทงเพื่อสักการะบวงสรวงไปยังพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ คือ พระนารายณ์ซึ่งบรรทมในเกษียรสมุทร ตามคติควมเชื่อของพราหมณ์ บางแห่งใช้น้ำมันจากไขข้อของโคบูชาด้วย ถือว่าเป็นของศัดดิ์สิทธ์และมีผลมากในการบูชา คือ การทำแบบนั้นเป็นการโปรดปรานของเทพเจ้า
             ๔. การบูชาพระพุทธบาทที่ประทับไว้เหนือหาดทรายแม่น้ำนัมนที เป็นความเชื่อถือของประชาชนผู้นับถือพุทธศาสนาว่าการล่องสะเปานั้น คือ การบูชาพุทธบาทที่พระพุทธองค์ประดิษฐานไว้ ปรากฏในตำนานการล่องสะเปา (ลอยกระทง) แต่ยังไม่ปรากฏว่าพระพุทธบาทแห่งแม่น้ำนัมนทีนั้นอยู่ที่ไหน และมีรูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร
             ๕. การล่องสะเปา (ลอยกระทง) เพื่ออธิษฐาน เป็นเป้าหมายของประชาชนโดยตรง คือ อธิษฐานเอาความคิดของตน โดยเฉพาะการอธิษฐานของหนุ่มสาวที่ต้องการจะร่วมชีวิตกัน เมื่อทำกระทงแล้วก็ไปลอยในแม่น้ำ แลพะอธิษฐานที่ตนปรารถนา วันล่องสะเปา (ลอยกระทง)
             กระทงเล็กๆ ที่ชาวบ้านจัดทำขึ้น นิยมลอยตามแม่น้ำลำคลอง หนองบึงใกล้ๆ บ้านของตนทำกันเป็นส่วนตัวและครอบครัว นิยมลอยกันในวันเดือนยี่ขึ้น ๑๔ - ๑๕ ค่ำ ส่วนกระทงใหญ่ที่จัดกันเป็นส่วนรวมแห่แหน เป็นขบวนนั้น นิยมกันวันแรม ๑ ค่ำ เพราะวันเพ็ญไม่สะดวกเนื่องจากอุบาสกอุบาสิกาต้องไปทำบุญ ฟังเทศน์กัณฑ์ ทุกวัดวาอาราม ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีเดือนยี่ของภาคเหนือ

ประวัติและความเป็นมาของประเพณีล่องสะเปา (ลอยกระทง) ของภาคเหนือ
             ประเพณีลอยกระทงในภาคเหนือ ที่เรียกตามหนังสือตำนานโยนกและจามเทวีวงศ์ว่าเป็นประเพณีที่สนุกสนานครึกครื้นมา แม้ว่าจะไม่เป็นการใหญ่โตเหมือนปัจจุบัน คือ ก่อนจะถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ได้ก็จัดการปัดกวาดแผ้วถางปัดกวาดบ้านเรือนสถานที่ให้สะถอาดเรียบร้อย ประดับประดาด้วยช่อตุง (ธงทิว) จัดเปลี่ยนดอกไม้ในแจกันหิ้งบูชาพระ จัดเตรียมประทีปหรือเทียนขี้ผึ้งไว้สำหรับจุดบูชาพระ ที่ประตูหน้าบ้านก็จะหาต้นกล้วย ต้นอ้อย ก้านมะพร้าว หรือไม้อื่นๆมาประดิษฐ์ทำเป็นซุ้มประตูป่าต่างๆ ให้เป็นที่สวยงามบ้างก็จัดหาดอกบานไม้รู้โรยหรือที่เมืองเรียกว่า”ดอกตะล่อม” มาร้อยเป็นอุบะห้อยไว้ตามขอบประตูบ้าน ประตูเรือน หรือประตูห้อง หรือหิ้งบูชาพระผู้มีศรัทธาแรงกล้าถึงกับทำมากๆ แล้วนำไปประดับประดาตามวัดเป็นพุทธบูชา หรือเมื่อประดับประดาดอกไม้เรียบร้อย แล้วก็หาประทีปมาเตรียมไว้เพื่อจะได้ใช้ตามไฟในงาน
             ขณะเดียวกันตามวัดวาอารามหรือสถานที่สำคัญที่จะจัดสถานที่ให้สวยงามเป็นพิเศษ ที่ซุ้มประตูของวัด และในพระวิหารก็จะตกแต่งด้วยดอกไม้ โคมไฟสวยงามและก็ประดิษฐ์โคมชนิดหนึ่ง รอบๆจะมีรูปสัตว์ต่างๆ อยู่ภายในโคมแขวนหรือตั้งไว้ในวัด เมื่อจุดไฟแล้วจะมองเห็นภาพต่างๆ ในโคมนี้ ตามภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “โคมผัด” ในงานวันนั้นรอบๆ บริเวณก็จะจุดไฟด้วยเทียน หรือตั้งประทีปไว้รอบๆ เพื่อเป็นการบูชาระลึกถึงพระพุทธเจ้า นอกจากมีการประดับประดาโคมไฟแล้วทุกวัดก็จะมีการทำบุญทางศาสนา              ในตอนเช้าของวันเพ็ญและมีการฟังเทศน์ให้กันอย่างสนุกสนานและได้หาทางศีลธรรมพร้อมๆ กันไป ซึ่งก็มักจะนิยมให้ท่านเทศน์กัณฑ์มัทรี ชูชกหรือที่เมืองเหนือเรียก”ตุ๊จ๊ก” กัณฑ์กุมารมหาราช และนครกัณฑ์ ซึ่งบางแห่งก็มีการเทศทั้งหมด ๑๓ กัณฑ์ทีเดียว และต้องเริ่มเทศน์ฟังกันตั้งแต่ ๗-๘ ค่ำไป ให้สิ้นสุดลงในวันเพ็ญ หรือวันแรม ๑ ค่ำ และต้องนิยมพระธรรมถึกมาจากที่ต่างๆ กัน
             นอกจากการทำบุญ ฟังเทศน์ตามประเพณีแล้ว ยังมีการปล่อยโคมลอยซึ่งตามประเพณีถือว่าการปล่อยไป เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งตอนเช้าวันนี้จะได้ยินเสียงประทัด และเห็นโคมลอยขึ้นบนอากาศหลายลูก
             ส่วนตำราพราหมณ์คณาจารย์ กล่าวว่า พิธีลอยประทีป หรือตามประทีปนี้ เป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์เรียกว่า ประเพณีจองเปรียง ทำขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามของพราหมณ์คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม เป็นประเภทคู่กันกับลอยกระทง ก่อนจะมีการลอยก็มีการต๋าม (จุด) ประทีปเสียก่อนซึ่งพิธีตามประทีปนี้ตามคัมภีร์ของอินเดียเรียกว่า”ทีปาวาลี” กำหนดตามโหราศาสตร์ว่า เมื่อพระอาทิตย์ถึงพิจิกพระจันทร์อยู่ราศีพฤกษ์เมื่อใด เมื่อนั้นเป็นเวลาตามประทีป แต่ไทยเรามักถือเอาเดือน ๑๒ หรือเดือนยี่เป็งเป็นเกณฑ์เวลาก็คลาดเคลื่อนกันบ้าง ต่อมาทางการได้สนับสนุนประเพณีนี้ขึ้น เพณีชาวไทยส่วนมากนับถือพุทธศาสนา เมื่อเห็นว่าเป็นประเพณีที่ดีงาม ก็มาแปลงเป็นพิธีทางศาสนา โดยถือว่าเป็นการบูชาพระ และบูชาลอยพระพุทธบาทที่ปรากฏกัน เพื่อมาเที่ยวงานนี้มีการประกวดและแห่กระทงเป็นที่น่าสนุกสนานยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม จัดให้มีการประกวดและการแห่กระทงใหญ่ ซึ่งบรรดาส่วนข้าราชการ องค์กรเอกชน สถานศึกษาต่างๆ ได้พากันส่งกระทงประกวดกันอย่างคับคั่ง ก็จะมีการประกวดการประดิษฐ์กระทงเล็ก ด้วยวัสดุต่างๆ เป็นต้น
             ประเพณีล่องสะเปา (ลอยกระทง) มีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนา คือ เมื่อประมาณ ๒๕๐๐ ปี ก่อนที่พระพุทธองค์ทรงสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทับอยู่ใต้ต้นอสัตพฤษ์โพธิใบใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ลุกาลวันหนึ่ง นางสุชาดา อบาสิกาผู้ใจบุญได้นำสาวใช้นำข้าวปายาธ จำนวน ๔๙ ก้อน ใส่ถาดทองไปถวายพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้วพระองค์ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่าถ้าหากวันใดที่พระองค์สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ขอให้ถาดนี้ลอยทวนน้ำ และก็จะเป็นด้วยบุญญาภินิหาร หรือสัตยานิษฐานก็เหลือที่จะทราบได้ ถาดนั้นได้ลอยทวนน้ำท่ามกลางความอัศจรรย์ใจของสาวใช้นางสุชาดา              เมื่อถาดนั้นลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเลและจมดิ่งลงไปถูกหางพระยานาคผู้รักษาบาดาล ซึ่งกำลังนอนอย่างสบาย ครั้นถาดนั้นได้ถูกขดหางพระยานาคก็ตกใจตื่น เมื่อเห็นว่าเป็นอะไรแล้ว ก็ประกาศก้องในท้องสมุทรว่า บัดนี้ได้มีสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกอีกองค์หนึ่ง บรรดาเทพารักษ์ทั้งหลายในโลก ครั้นทราบเรื่องต่างก็พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์ ส่วยพระยานาคก็ไปเฝ้าพระพุทธองค์เหมือนกัน พร้อมกันนั้นก็ทูลขอร้องให้พระองค์ประทับรอยพระบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา เพื่อเขาจะได้มาถวายความเคารพ ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้กระทำตามฝ่ายสาวใช้นางสุชาดาก็ได้นำความไปแจ้งให้นายของตนทราบ ครั้นถึงวันนั้นของทุกๆปี              นางสุชาดาก็จะนำเอาเครื่องหอมและดอกไม้ใส่ในประเภทต่างๆซึ่งได้มีการดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสมตามกาลสมัย จึงเป็นเรื่องของชาดก ซึ่งสันนิษฐานว่าประเพณีการลอยกระทงมีประวัติเป็นมาดังกล่าว

สรุป
             
พิธีลอยกระทงจะเป็นสิ่งที่สืบเนื่องจากความเชื่อถือของชนชาติประกอบกสิกรรม ซึ่งย่อมอาศัยน้ำเป็นสำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญญหารเจริญงอกงามดีและเป็นเวลาที่น้ำเจิ่งก็ทำกระทง เพื่อนำไปลอยบูชา เป็นการขอบคุณพระแม่คงคา หรือเทพเจ้า พระเจ้าที่ประทานน้ำมาให้อุดมสมบูรณ์
             ถ้าจะมองในแง่แห่งประโยชน์นี้แล้ว ก็จะมีประโยชน์อยู่มากมาย ถ้ามองในแง่สังคม จะเห็นด้วยว่าการลอยกระทงช่วยให้ประชาชน ได้รับความสุขหรรษา เพราะระยะเวลานี้มีธรรมชาติที่อำนวยบนท้องฟ้ามีพระจันทร์ส่องแสงไปทั่ว มองในน้ำจะเห็นน้ำเจิ่งนองสะท้อนรับแสงจันทร์ อากาศก็เย็นสบายจึงควรมีพิธีอันหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนรื่นเริงตามสมควร
             ในแง่ศาสนา พิธีนี้มีประโยชน์เพราะพิธีนับเนื่องกับการบูชา ภายในกระทงนี้มีทั้งธูปเทียนและดอกไม้จึงเป็นการสมควรอยู่ที่ทำพิธีนี้ขึ้น เป็นพุทธบูชาและระลึกถึงพระพุทธคุณตามแบบของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เป็นการบำเพ็ญความดีส่วนหนึ่ง
             หากมองในแง่วัฒนธรรมของชาติ พิธีลอยกระทงนี้เป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ เพราะพิธีนี้อายุเกือบพันปีมาแล้ว คือเริ่มจากยุคหริภุญชัยเป็นอย่างน้อยและทำต่อกันมา จึงเป็นการสมควรที่จะรักษาประเพณีไว้ เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติเป็นการรักษาความสามัคคีของคนในชาติไว้ซึ่งจะก่อให้เกิดความสงบสุขทั่วไปในที่สุด
             ประเพณีลอยกระทงที่นำมากล่าวนี้ เป็นการเปรียบเทียบ ให้เห็นว่าความเชื่อถือของคนเราในแต่ละชาติ แต่ละภูมิภาคย่อมมีลักษณะเหมือนกันบ้างแตกต่างกันไปบ้าง ในการเอาความคิดคำนึงของตนสอดแทรกเข้ามา ทำให้คนในรุ่นหลังมีความสับสนในการปฏิบัติตามประเพณีนั้น หากได้ตัวอย่างประเพณีแต่ละแห่งมาศึกษาเปรียบเทียบย่อมทำให้เกิดความเข้าใจดียิ่งขึ้น
             ประเพณีล่องสะเปา หรือลอยกระทงของภาคเหนือ มีความเป็นมายาวนาน สนองความต้องการทางคติเชื่อถือในศาสนาพราหมณ์ ความกตัญญูกตเวที การบูชารอยพระพุทธบาทแห่งสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการทำเพื่อความสามัคคีสนุกสนานและอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีของภาคเหนือ

กลับด้านบน

ป๋าเวณีฟังเทศมหาชาติ

             มหาชาติ คือชาติที่ยิ่งใหญ่เป็นชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะได้มาอุบัติตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาติปัจจุบัน รวมอยู่ในพระเจ้าสิบชาติ แต่คนนิยมฟังกันเป็นประเพณีเฉพาะตอนที่เป็นมหาชาติ คือ เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรเท่านั้น เพราะสังคายนาจารย์เจ้าทั้งหลายได้กล่าวอานิสงส์แห่งการสร้าง หรือฟังมหาเวสสันดรชาดกไว้ว่า
             สังคายนาจารย์เจ้าทั้งหลายกล่าวดังนี้แล้ว ก็กล่าวคาถามาว่า “ ปูชา ปาเก เตชยนฺติ ทุคคติเตนปุญญสฺส ปาเก” ดังนี้ว่า อันว่าคนทั้งหลายฝูงใดได้บูชามหาเวสสันดรชาตกะ ผู้นั้นก็จักได้เป็นท้าวพระยาในเมืองคนยศปริวารบ่จนมีมาก ช้างม้าหากเนืองนันต์ มีก๋องนันทเภรีเก้าปันลูก เปี๊ยกพิณผูกเก้าปันเสียง สัททะสำเนียงชมชื่น สนุกต้องตื่นทุกทิวาราตรี ทาสีทาสามีมากพร้อมอยู่แวดล้อมเฝ้าปฏิบัติ ทิพสัมปัติล้ำเลิศ ก็กลับเกิดมีต๋ามเล่มเงินเล่มคำและเสื้อผ้า ทั้งช้างม้าและข้าวเปลือกข้าวสาร ก็จักมีต๋ามปรารถนาทุกเมื่อจำเริญเชื่อมงคลกาถาในกาลเมื่อใด พระศรีอริยเมตไตยนมาตรัสประยาและปัญญา เป็นพยานหน้าบุญแก่กล้าก็จักได้หันหน้าท่านบ่สงสัย เหตุได้เป็นปาเถยยะกับธัมม์เวสสันตระชาตกะ อันยกมาที่นี้แล้ว ก็จักเถิงเซิ่งเวียงแก้วยอดมหาเนรปานบ่อย่าจะแล”
             คัดมาจากธรรมอานิสงส์สร้างมหาเวสสันดรชาดก ของชาวเหนือซึ่งโบราณจารย์ท่านได้แต่งไว้อีกประการหนึ่งท่านกล่าวว่า “บุคคลใดตั้งใจฟังธรรมมหาชาติจนจบ 13 กัณฑ์ภายในวันหนึ่ง คือ หนึ่งท่านว่าผู้นั้นจะวุฒจำเริญด้วยสมบัตินานาประการในปัจจุบันและจะได้เกิดร่วมศาสนาพระศรีอริยเมตไตยในอนาคต ไม่ต้องสงสัย
             ในคัมภีร์มาลัยสูตรก็กล่าวเป็นใจความว่า “เมื่อครั้งมหาเถรขึ้นไปนมัสการพรระเกตุแก้วจุฬามณีในชั้นดาวดึงส์นั้น ได้พบพระอริยเมตไตรยเทพบุตร ท่านได้สั่งพระมหาเถรเจ้ามาว่า “ให้คนทั้งหลายฟังธรรมมหาชาติให้จบทั้ง 13 กัณฑ์ในวันเดียวคืนเดียวแล้วจะได้เกิดร่วมกับศาสนาของเราดังนี้ เมื่อพระมหาเถรเทพมาลัยกลับจากสวรรค์แล้ว ก็นำเรื่องนี้มาบอกแก่ชาวโลกคนทั้งหลายได้ฟังก็เลยพากันฟังเทศน์มหาชาติจนถือเป็นประเพณีสืบมา
             เพราะความที่มีคนนิยมชาดกเรื่องนี้มากจึงเกิดมหาชาติของชาวเหนือสำนวนต่างๆขึ้นประมาณ 120 สำนวน ส่วนมากแต่งมาแต่สมัยพระเจ้ากือนา (พ.ศ.1910-1943) และแต่งในสมัยต่อมาจนถึง พ.ศ.2300 ในสมัยพระเจ้ากาวิระต้นรัตนโกสินทร์ได้มีนักปราชญ์ชาวเหนือ นำเอามหาชาติสำนวนเก่ามาเกลาใหม่ เช่น ฉบับอินทร์ลงเหลา ฉบับพระยาพื้น เป็นต้น

การฟังเทศน์มหาชาติ
             การฟังเทศน์มหาชาตินิยมฟังกันมากตั้งแต่สมัยโบราณ โดยปฏิบัติตามคำสั่งของพระอริยเมตไตยเทพบุตร ให้จบใยวันหนึ่งคืนหนึ่ง และเครื่องบูชาครบตามที่สั่งไว้ คือดอกบัวเผื่อน ดอกปีบ ธูปเทียน ข้าวตอกดอกไม้ครบพัน เพื่อบูชาพันคาถาของเรื่องนี้ พร้อมกับภาพวาดเรื่องนี้เป็นกัณฑ์ๆของเหล่านี้เตรียมไว้หน้าพระประธานในวิหาร ส่วนรูปช้างม้า อันเป็นของเวนทานแห่พระยาเวสสันดรนั้น ส่วนมากทำด้วยเงินแผ่นตอกเป็นรูปนูนด้านหนึ่งมัดแขวนไว้ที่ค้างเหมือนฉัตรรูปภาพวาดนั้นมัดแขวนไว้ตามผนัง ส่วนดอกบัวเผื่อนนั้นจะลอยบนกระถางน้ำ ก็ได้ส่วนดอกปีบทำแผงๆฝช้ดอกไม้แห้งทำถึงแม้ดอกบัวเผื่อนจะทำเช่นนี้ก็ได้
             นอกจากสิ่งที่กล่าวมาแล้ว เมื่อจะมีการฟังเทศมหาชาติ ซึ่งถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ท่ารนกำหนดเอาวันเดือนยี่เป็งเป็นวันฟังเทศน์เรื่องนี้ อันเป็นการจบประเพณีฟังในฤดูเข้าพรรษา ตามที่กล่าวมาแล้วในประเพณีเข้าพรรษานั้น
             ก่อนจะถึงวันฟังเทศน์มหาชาติ ทุกวัดวาอารามจะเตรียมสถานที่ทำซุ้มประตูวัดเรียกกันว่าทำประตูป่า สมมติเป็นเหมือนประตูเข้าสู่ป่าหิมพานต์ อันเป็นด่านที่พรานเจตบุตรคอยเฝ้าระวังมิให้คนใดผ่านเข้าไปรบกวน
             พระเวสสันดร ต่อจากประตูวัดเข้าไป จะทำราชวัตรปลูกกล้วยอ้อยประดับช่อตุงและฉัตร บริเวณลานวัดจะฝังค้างโคมแขวน โคมทำด้วยกระดาษ โครงทำด้วยไม้ไผ่หักเป็นเหลี่อมเป็นมุม หุ้มรอบป้องกันมิให้ลมพัดไฟดับด้านล่างของโคมจะใช้กระดาษตัดขนาดฝ่ามือ ยาวเหมาะแก่โคมนั้น ทำเป็นชายห้อยย้อยลงมาหลายชาย เวลาแขวนอยู่บนค้างชายโคมนี้จะถูกลมพัดพริ้วน่าดูมาก หน้าวิหาร จะมีโคมกระดาษรูปร่างแปลกๆ แขวนเป็นระยะ ถ้ามีโคมมากก็จะแขวนถึงในวิหาร ส่วนในวิหารนั้นประดับด้วยธงราวและเครื่องบูชามหาชาติ ดังกลอนในนิราศเดือนของภาคเหนือ

ฯลฯ

ราชวัตรฉัตรธงบรรจงจัด
ประตูป่าหน้าอาวาสสะอาดงาม
ปลูกกล้วยอ้อยถ้อยแถวเป็นแนวเหมาะ
ฝังค่ามดคมแขวนโคมโพยมยาน
ตามพื้นดินโคมห้อยไม่น้อยอย่าง
เป็นรูปนกหกเหินจำเริญตา
รูปเรือเล่นแผ่นโผนโจนผงาด
ในวิหารผูกธงราวดูพราวพราย
โคมญี่ปุ่นแขวนราวดูพราวพร้อย
พึ่งแรงเทียนเวียนหมุนหุ่นเข้าที
เป็นรูปรถคชสารทะยานเหยาะ
และรูปลิงรบรุมหมู่กุมกัณฑ์
เหมราชลงสระอโนดาต
สารพัดจัดไว้ในโคมวัด
ตามผนังติดรูปเวสสันดร
สิบสามกัณฑ์บันทึกผนึกภาพ
เป็นภาพงามตามถนัดจัดบรรจง
หน้าแท่นแก้วบัลลังก์พุทธังอาสน์
ประดับดอกไม้งามสดดูชื่นชู
ตั้งกระถางอ่างอุบลจงกลดอก
ทั้งดอกปีบอย่างละพันอันตระการ
 
ประดับวัดด้วยไฟวิไล่ร่าม
กระทำตามแบบเก่าแต่เบาราณ
ทางเฉพาะมุ่งสู่ประตูวิหาร
พระพายพานพัดไกวอยู่มา
ประจงสร้างรูปร่างต่างกันหนา
ทั้งดาราดวงจันทร์พรรณราย
ดารดาษประทีปปั้นฝั้นสีส่าย
ทั้งธงชายแผ่นผ้าประดามี
ระย้าย้อยตั้งโคมผัดจำรัสศรี
เขาทำดีรูปสร้างต่างๆกัน
ทั้งรูปเกาะแก่งป่าพนาสัณฑ์
รูปบุษบันชูช่อลออตา
รูปอากาศหนหาวพราวเวหา
พวกเด็กวัดเป็นหมู่ดูสลอน
แต่ทศพรผสุดีลีลาลง
ให้คนทราบเรื่องรู้ดูไม่หลง
ระบายลงแผ่นผ้าอย่างน่าดู
ให้พรมลาดตั้งโต๊ะหมู่บูชาหรู
สำหรับบูชาองค์พระทรงญาณ
ตำราบอกแจ้งจิตอธิฐาน
แต่โบราณบูชาคาถาพัน

ฯลฯ

             วันเดือนยี่เหนือขึ้น 15 ค่ำ เวลาประมาณ 15.00 น. ศรัทธาชาวบ้านจะมาฟังเทศน์คาถาพัน คือ เรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก ที่พระพุทะเจ้าทรงแสดงไว้เป็นภาษาบาลี รวมทั้งหมดมี 1,000 พระคาถาและเทศน์คัมภีร์ต่อไปนี้อีก คือ คัมภีร์มาลัยต้น คัมภีร์มาลัยปลายและอนิสงส์เวสสันตระ
             รุ่งขึ้นวันเดือนยี่เหนือเป็ง เวลาเช้าตรู่จะเริ่มฟังกัณฑ์ทศพรและกัณฑ์ตางๆ มาตามลำดับมีเวลาพักตักบาตรตอนเช้าและฉันเพล จากนั้นก็เทศน์ติดต่อกันไป เมื่อเทศน์กัณฑ์ใด เจ้าภาพของกัณฑ์ก็จุดธูปเทียนบูชาคาถาของกัณฑ์นั้น จนครบคาถาดังนี้

1

กัณฑ์ทศพร

มี
19
คาถา
2
กัณฑ์หิมพานต์
มี
134
คาถา
3
ทานกัณฑ์
มี
209
คาถา
4
กัณฑ์วนปเวสน์
มี
57
คาถา
5
กัณฑ์ชูชก
มี
79
คาถา
6
กัณฑ์จุลพน
มี
35
คาถา
7
กัณฑ์มหาพน
มี
80
คาถา
8
กัณฑ์กุมาร
มี
101
คาถา
9
กัณฑ์มัทรี
มี
90
คาถา
10
กัณฑ์สักกบรรพ์
มี
43
คาถา
11
กัณฑ์มหาราช
มี
69
คาถา
12
กัณฑ์ฉกษัตริย์
มี
36
คาถา
13
นครกัณฑ
มี
48
คาถา
 
รวม
1000
คาถา


             เมื่อเทศน์จบกัณฑ์หนึ่งๆ จะประโคมก๋องปู่จาสะบัดไจยบนหอก๋องบอกสัญญาณให้รู้ว่า “ธรรมจบกัณฑ์หนึ่งแล้ว” คนที่อยู่ไหนได้ยินเสียงก๋องก็จะประนมมือไหว้มาทางวัดกล่าวคำว่า “สาธุ”
             กัณฑ์ที่นิยมฟังเป็นพิเศษและนิยมเสียง ในมหาเวสสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์นั้น จะมีบางกัณฑ์ที่คนนิยมฟังเป็นพิเศษ และนิยมกำหนดเสียงพระนักเทศน์ไว้ คือ
             1. กัณฑ์ชูชก               นิยมเสียงใหญ่หรือค่อนข้างใหญ่
             2. กัณฑ์มัทรี               นิยมเสียงเล็กคล้ายคล้ายเสียงผู้หญิง
             3. กัณฑ์กุมาร              นิยมเสียงเล็กกลมกล่อมนุ่มนวล
             4. กัณฑ์สักบรรพ์         นิยมเสียงคล้ายกับกัณฑ์มัทรีหรือกัณฑ์กุมาร
             5. กัณฑ์มหาราช         นิยมเสียงใหญ่หนักแน่น
             7. นครกัณฑ์              นิยมเสียงใหญ่ทุ่มกังวาน
             ในการเทศน์ตามกัณฑ์ที่กล่าวมานี้ ก่อนจะเทศน์พระผู้เทศน์จะใส่กาพย์เก๊า คือแหล่กาพย์ตอนต้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่เข้ากับเหตุการณ์ เช่น กาพย์พิมพาพิบาป กาพย์ศีลห้า เป็นต้นแต่เสียงใหญ่มักนิยมใส่กาพย์คำสอน เช่นกาพย์ทศพิธราชธรรม กาพย์ฮ่ำสงสาร เป็นต้น เฉพาะกัณฑ์ชูชกจะต้องใส่กาพย์เก๊าเรื่องกำเนิดของชูชกเมื่อจบกาพย์เก๊า แล้วจะดำเนินเทศน์ตามเนื้อเรื่องที่มีในคัมภีร์
             เมื่อเทศน์จบในกัณฑ์แล้วจะมีการใส่กาพย์ปล๋ายอีกครั้งหนึ่งเป็นการสรุปใจความในกัณฑ์นั้นถ้าเป็นกัณฑ์สุดท้ายคือ นครกัณฑ์มักใส่กาพย์ลำดับกัณฑ์ คือสรุปเรี่องของพระเวสสันดรทั้งหมดตั้งแต่กัณฑ์ทศพรถึงนครกัณฑ์
             การฟังเทศน์มหาชาตินี้ มีบางครั้งบางกัณฑ์เช่นกัณฑ์มัทรี กัณฑ์กุมาร กัณฑ์มหาชาติมักจะนิมนต์พระที่เทศน์เก่งมาเทศน์ประชันกัน การเทศน์ประชันกันนี้ ให้องค์หนึ่งเทศน์จนจบกัณฑ์แล้วองค์ที่ 2 จึงเทศน์ต่อ ไม่ได้เปลี่ยนกันแหล่สลับกันเหมือนภาคกลาง มีเทศน์ในกัณฑ์เดียวมากๆ เวลาที่จะฟังให้จบในวันหนึ่งคืนหนึ่งก็น้อยลง บางครั้งเมื่อเทศน์ถึงนครกัณฑ์จนจะจบแล้ว พระอาทิตย์ในวันใหม่ก็จะโผล่ ศรัทาก็ต้องร่งปิดประตูวิหารเพื่อไม่ให้แสงสว่างเข้าไปในวิหาร

การตั้งธรรม
             เมื่อพูดถึงประเพณีการฟังเทศมหาชาติ ก็ใคร่จะนำเอาประเพณีการตั้งธรรมมาพุดรวมไว้ในที่เดียวกัน”การตั้งธรรม” ฟังชื่อรู้สึกแปลกเหมือนเอาพระธรรมคัมภีร์มาตั้งไว้ ความเป็นจริงหมายถึงการฟังเทศน์เป็นการใหญ่คือฟังกัณฑ์ 3 วันบ้าง 5 วันบ้าง 13 วันบ้าง การตั้งธรรมเช่นนี้เป็นประเพณีนิยมสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ
             วัตถุประสงค์ เพื่อต้องการหาเงินมาสร้างสิ่งถาวรภายในวัดอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะในสมัยโบราณนั้นยังไม่มีการทอดกฐิน หรือผ้าป่าบำรุงเหมือนปัจจุบัน
             เมื่อจะตั้งธรรมก็ประชุมศรัทธาชาวบ้าน ถามความเห็นเป็นการปรึกษาหารือกันเมื่อศรัทธาส่วนมากเห็นชอบด้วย ก็จะกำหนดเดือนวันที่จะตั้งธรรม ส่วนมากจะเป็นเดือนยี่ เดือนสาม เดือนสี่ เดือนห้า เดือนหกเหนือ นอกจากเดือนเหล่านี้แล้วไม่นิยม

ธรรมหรือคัมภีร์ที่ใช้เทศน์
             เมื่อตกลงกันแล้วจะเริ่มหาศรัทธาเป็นเจ้ากัณฑ์นั้นๆ ใครจะเป็นเจ้าภาพเรื่องอะไร กัณฑ์ไหนก็มาแจ้งแก่เจ้าอาวาส ท่านจะจดชื่อไว้ นักปราชญ์ภาคเหนือแต่โบราณ ท่านมีกุศโลบายอันฉลาดที่จะดึงให้ชาวบ้านรู้จักทำบุญ ท่านไดกำหนดชาดกธรรมประจำปีเกิด เดือนเกิด ปีเกิด ของคนทั้งหลายไว้ พร้อมกับบอกไว้ว่าง “บุคคลใดก็ตามถ้าริบรอมทรัพย์สมบัติไม่ขึ้น เก็บเงินไม่อยู่มักทำให้สิ้นไปหมดไป ให้ทานทำชาตาของตนเสียแล้ว จะวุฒิจำเริญ” ปรากฏว่าคนทั้งหลายต่างก็ขวนขวายหาทางสร้างคัมภีรืทั้งหลายอันเป็นธรรมประจำชาตาของตนโดยจ้าง คนที่เข้าใจจารคัมภีร์นั้นๆให้ แล้วนำมาถวายแก่สงฆ์ ด้วยเหตุนี้คัมภีร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมหาชาติหรือชาดกอื่นๆ มักจะมีเป็นจำนวนมากๆ บางวัดเฉพาะมหาชาติมีเป็นตู้ปิฎกทั้งสามมีเยอะทีเดียว หากว่าไม่อาจจะสร้างใหม่ ท่านก็อนุญาตให้ บูชาเอาคัมภีร์ ที่มีอยู่แล้วในวัดมาถวายทาน ก็เชื่อว่าได้บุญอานิสงส์เช่นกัน

             ธรรมภีร์ที่ท่านกำหนดไว้เป็นธรรมชาตาปี
                คนเกิดปี
                          ไจ้ (ชวด)        เตมียะ
                          วันพุธ           ปุคคลปัญญัตติ
                          วันพฤหัสบดี    กถาวัตถุ
                          วันศุกร์          ยมกะ
                          วันเสาร์         มหาปัฏฐาน
             ใครเกิด เดือนใด ปีใด ก็เลือกสร้างหรือบูชา ธรรมภีร์นั้นๆ นำไปไว้ที่บ้าน ตระเตรียมทำกัณฑ์เทศน์ตามแต่อัธยาศัย ใครจะทำบุญอุทิศให้แก่ใครก็เขียนใส่สะเรียงคือ กระดาษ ตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านไม่เท่ามีปลายแหลมแล้วเอาพันปลายไม้ที่เหลาไว้ปักบนกัณฑ์เทศน์

กำหนดวันฟังเทศน์หรือตั้งธรรม
             มีคนเอากัณฑ์เทศน์หรือธรรททาก ทางวัดก็กำหนดวันที่จะฟังเทศน์กัณฑ์นั้นๆ ถ้ามีผู้เป็นศรัทธากัณฑ์เทศน์มหาชาติมาก ก็จะกำหนดฟังมหาชาติเป็นวันๆเช่น 2 วัน หรือ 3 วัน เป็นต้น นอกจากนั้นฟังธรรมวัตรคือ ธรรมคัมภีร์ที่ไม่ไช่มหาชาติ
             เมื่อกำหนดวันแล้วก็จะนำคัมภีร์นั้นๆ ไปตกหัววัดที่เคยทำบุญถึงกัน วันละกัณฑ์ ส่วนมหาชาตินั้นถ้าต้องการจะฟังพระองค์ใดที่ไหน ก็ไปนิมนต์ท่านถึงวัดแม้หัววัดจะไม่เคยถึงกันก็ตามกำหนดนิมนต์ให้ท่านมาเทศน์ในวันที่กำหนดไว้ส่วนมากการฟังเทศาน์มหาชาติจะมีกี่วันก็ตามแต่ต้องฟังในวันสุดท้ายด้วย

การประดับตกแต่สถานที่
             การตระเตรียมตกแต่งสถานที่ของวัดที่จัดให้มีการตั้งธรรม ก็ทำเช่นเดียวกันกับประเพณีเดือนยี่เป็นที่กล่าวมาแล้ว ในการฟังเทศน์ทุกวันจะมีการาเวนตานโดยอาจารย์วัดทุกวัด ส่วนวัดใดมีการทานธรรมคัมภีร์เวสสันดรชาดก (เวสสันตระ) ก็จะเวนทานมหาชาติซึ่งนักปราชญ์โบราณได้แต่งตั้งไว้โดยเฉพาะ เป็นประเพณีสืบต่อกันมาในปัจจุบันนี้ การตั้งธรรมหรือฟังเทศน์มหาชาติไม่ค่อยทำเต็มแบบตามโบราณณาจารย์กำหนดไว้ การสร้างพระธรรมคัมภีร์มาชาตาปี เดือน วันเกิดของตน ก็ไม่ค่อยจะมีใครปฏิบัติตามเท่าไรนักอาจเป็นเพราะไม่ทราบหรือเพราะประเพณีทางภาคกลางเข้ามาครอบงำจนไม่ทราบประเพณีอันแท้จริงของภาคเหนือ ประกอบทางการก็ไม่สนับสนุนฟื้นฟูสิ่งที่นับวันจะหายไป คือ พระคัมภีร์ทั้งหลายจะน้อยลง พระนักเทศน์ทำนองมหาชาติ ภาคเหนือก็จะหมดไปปัจจุบันก็เลือกฟังเฉพาะกัณฑ์ ไม่ได้ฟังให้ครบ 13 กัณฑ์ดังกล่าว และฟังกันเพื่อความสนุกสนานเหมือนฟังจำอวดไป

คำอาราธนากัณฑ์ต่างๆ
              1. คำอาราธนาธรรมทศพร
                นมัสการ ยกมือสารกราบไหว้ ก่ำดอกไม้กราบวันที ป่างเมื่อ นางผุสดี ลงมาเกิดแล้วรับเอาพรแก้วจากอินตา พรอันนี้หนานาเลยเลิศแล้ว ก็มาสมแก่แก้วแม่ผุสดี นับคาถามีบ่คลาดนับได้ 19 บาทอุดม ขอลูกศิษย์พระโดมรนสักสวาธ ขึ้นนั่งธรรมาสน์แก้วเทศนาธรรม อนุกัมปิมัง ปะชัง อาราธะนัง กะดรมะฯ

             2.คำอาราธนาธรรมหิมพานต์
                หิมาวัณณะนา อันว่าหิมพานต์ผายเผิด หน่อพระเจ้าฮื้อช้างแก้วตัว ประเสริฐเป็นตานชาวเมืองจำคำงามอะโอด ลวดลายเป็นความโกรธโก๋ธา เป็นโก๋ลามี่ก้อง นันทั่วต๊องเวียงชัย ลวดกลายเป็นการบาป เข้าอำนาจแห่งโจร การบ่อควรสักหยาด หื้อหน่อพระเจ้าพรากเมืองไป เสียงนันไประแรก ป่านจักแตกยามเดียว เมืองเป็นเป๋ลวล้นขนาด คาถามี 134 บาท ผู้ข้าขอโอกาสราธนาลูกศิษย์พระพุทธธาตนสักสวาธ ขึ้นนั่งธรรมมาสน์แก้วแล้วนิมนต์ เทศนาธรรม อะนุกัมปิมัง ปะชัง อาราธะนัง กะโรมะฯ

             3.คำอาราธนาธรรมทานกัณฑ์
                ทานขัณฑ์ฟัง ทานขัณฑ์กัณฑ์ยิ่ง หน่อพระเจ้าหื้อทุกสิ่งเป็นทาน คนไหลหลามถี่ถ้อยน้ำตาย้อยติงตายคาถามีหลายบ่เส้า นับว่าได้สองร้อยปลายเก้าปุนฟัง ขอนิมนต์ลูกศิษย์พระมุนีตนสักสวาธ ขึ้นนั่งธรรมาสน์แก้วแล้วเทศนาธรรม อะนุกัมปิมัง ปะชัง อาราธะนัง กะโรมะฯ

             4.คำอาราธนาธรรมวนปเวสน์
                สุริยาเลย ก็มาเรืองร่วมฟ้า พ้นจากลีบฟ้า ซ้ำมาส่องโลกชุมภู ต๊าวก็มาป๋องถะรัสผะญ๋าสัพพัญญูมาหลายชาติได้แต่งไว้แล้ว หลายหลากประการ ยังสัตตะมหาทาน มีมวลมากแล้ว ป๋างเมื่อต๊าวขี่รถแก้วออกเวียงออกไปเถิงพนาลัยถ้วนถี่ ยังแต่รถต๊าวขี่อวยทาน คาถาบานองอาจมี 57 บ่คาดปุ๋นฟัง ผู้ข้าขออาราธนา ลูกศิษย์พระพุทธ ตนสักสวาธ เทศนาหื้อศรัทธาหนุ่มเฒ่า อันมานั่งเฝ้าขอทานหนึ่งแลเด อะนุกัมปิมัง ปะชังอาราธะนัง กะโรมะ ฯ

             5.คำอาราธนาธรรมชูชก
                ปัญจะมัง ชูชะกัง อันว่าชูชกกัณฑ์ถ้วนห้า ปางเมื่อปู่ผีบ้าหัวขาว เมียสะหาวจ่ำกว่า หื้อไปหาข้าหญิงชาย มันกลัวตายคะค้อย โลมปากถ้อยคำหวาน เมียจ๋าคำงามจ๋ำพ่าย ปู่เฒ่าลุกง่ายไวไวพรากเมียสายใจบ่ออยู่หลงเข้าสู่เมืองหลวง ถามหาที่องค์เจ้าอยู่ เสียเพื่อนละสู่มาหา ชาวเมืองจ๋าคำหยาบ เอาฆ้อนมาตาบหัวพราหมณ์มันก็ลุกโคมคามย่างย้าย เพื่อนไล่มะกอกพ่ายจดหัวพราหมณ์ยินกลัวหลีกหนีพายไปใจ้ๆ คาถาท่านกล่าวมีเจ็ดสิบเกาบาทบาล ขอนิมนต์ลูกศิษย์พระมุนีต๋นเลิศแล้ว ขึ้นนั่งบนธรรมมาสน์แก้ว แล้วเทศน์เทศนาธรรมผู้ข้าขอใส่ระบำธรรม สัก 2-3-4-5-6-7-8-9 บั้ง อิดไหนค่อยยั้ง แล้วตั้ง นะโม ไปหนึ่งทะรา อะนุกัมปิมังปะชัง อาราธะนัง กะโรมะฯ

             6.คำอาราธนาธรรมจุลพน
                จุลวัณณะนา อันว่าจุลพนกัณฑ์แคนน้อย พรานเจตบุตรกล่าวถ้อยหลายทาง เชื่อคำพราหมณ์ร่ายต้านคำหวาน ถามปั่นขาฟานและเผิ้งใหม่กินแล้วชื่นใจ๋ดี บอกชี้ทางปู่เฒ่า ที่อยู่เจ้าอจุตตะระสิต๋าปัสสา เข้าดงหนา แก่ห้วย ดั้นป่ากล้วยดงรี หื้อพราหมณ์ชีจุ่งไปนี้ ตั้ดที่นี้กิ่วดอยจนคาคาอนุสนธิ์องอาจ สามสิบห้าบาทบาลี ขอนิมนต์ลูกศิษย์พระมุณีต๋นสักสวาธ ขึ้นนั่งธรรมาสน์แก้วแล้วเทศน์เทศนาธรรม อะนุกัมปิมัง ปะชัง อาราธะนัง กะโรมะฯ

             7.คำอาราธนาธรรมมหาพล
                สุริยานี้มาเลย อันว่าสุรยาอาทิตย์เตียวจ๋น อัศดรอันเที่ยง บ่อเหงี่ยงหงายทางใด ลำดับมาเถิงระสีใสอยู่กลางไพรเฒ่าแก่ ท่านก็บ่อแอ่ทางภาวนา เมื่อชูชกพารหมณ์ไปรอด เจ้าก็บอกแจ้งรอดตังป่าไม้ด่านดงรี ตังโบกขรณีถี่ถ้อยพร้อมตังหมู่นอกน้อยสกุณา ยามนั้นเจ้าต๋าปัสสา ก็มาห้ามพราหมณ์ปู่เฒ่า ว่าวันนี้ค่ำแล้ว เสือโคร่งเฒ่าช่างแอ่วเตียวทาง พระยรรณศาลา แท่งต๊าวภูบาลก็บ่ใช่ใกล้ ข้ามลัดด่านป่าไม้มือบดบน คาถามหาพลมีแปดสิบเป็นขนาดผู้ข้าขอโอกาสอาราธนา แลนา อะนุกัมปินมัง ปะขัง อาราธะนัง กะโรมะ ฯ

              8.คำอาราธนาธรรมกุมารบรรพ์
                กุมารปัพพัง อันว่ากุมารกัณฑ์ใหญ่ พระหน่อไม้ภูธร เอาลูกมอนต๋าสองเจ้า เป็นทานแก่พราหมณ์เฒ่าปาลาลุนหลังนางพระยาบ่ออยู่เฒ่าปู่โมหา บ่ขุณณาใจ๋บาป ได้แล้วขนาบนำไปไม้เท้าไล่ตีหลัง เครือเขาขะนังกำฟาด กำเงื่อนหนึ่งไว้ เฒ่าถ่อยไร้ไล่ขับไป น้ำตาไหลถี่ถ้อยสองอ่อนน้อยจะดาติงต๋าย ปู่ผีพรายไบ้บอด บ่อินดูสองแก้วยอดกำเดียวแรงมันหิวร้อนผ่าว พลาดกลิ้งท่าวหลายคา มีคาถานับร้อย ผู้ข้าน้อยขอนิมนต์ลูกศิษย์ พระทสพลต๋นเลิศแล้วขึ้นนั่งธรรมาสน์แก้วเทศนาธรรม ของลูกศิษย์พระพุทธังต๋นผ่านเฝ้า อย่าได้ละกาพย์เก๊า กาพย์ปล๋าย หมู่ศรัทธาผู้ข้าตังหลายต่างก็ใคร่ฟังเหมือนกันทั่วหน้า ทุกคนมีจิตแก่กล้า อยากใคร่ฟังกุมารบรรพ์พระบำใดดีขอจิ่มเจ้าไหว้สัก 2-3-4-5 บั้ง อินไหนค่อยยั้งแล้วตั้ง นะโม ไป แลนา อะนุกัมปิมัง ปะชัง อาราธะนัง กะโรมะฯ

             9.คำอาราธนาธรรทมัทรี
                มัทธีปัพพัง มัทรีกัณฑ์ถ้วนเก้า นางโศกเศร้าโสกาเวนหาลูกเต้า ใคร่ที่เก่าหลายตี่ ทุกข์โสกีรุมเอ่า น้ำเต้าเท่าตกนาร้องร่ำไห้หายามค่ำ เตียวผ้ายย้ำกลางไพร ยินเหลือใจขนาด แทบที่ใกล้พระบาทราชา เก้าสิบคาถามีบ่ขาดขอนิมนต์ขึ้นธรรมาสน์แก้ว แล้วเทศน์นาธรรมผู้ข้าขอใส่ระบำกับกาพย์แก่ผู้ข้าน้อย อันมานั่งถ้อยกราบดาฟัง แลนาอะนุกัมปิมัง ปะชัง อาราธะนัง กะโรมะฯ

             10.คำอาราธนาธรรมสักกบรรพ์
                สักกะปัพพัง สักกะบรรพ์เลยแควนยิ่งพระเจ้าหื้อเมียมิ่งเป็นทานแก่อินตาสักกพราหมณ์เจ้าฟ้าแผ่เพศหน้าเป็นพราหมณ์ ปายลูนถามขืนหื้อ บอกกล่าวชี้เป็นอินทร์ ยกยอถวายพระนรินทร์พรแปดกดแขวนหื้อปลงวางแล้วก็เตียวทางเมืองรอด เมืองแก้วยอดตาวะติงสา มีคาถาองอาจ สี่สิบสามบ่อคาดปูชา ผู้ข้าขออาราธนาแจ้งถี่หื้อหนุ่มเฒ่ากี้หูฟัง ขอนิมนต์ใส่ระบำกาพย์สร้อย หื้อศรัทธาข้ามม่อนน้อยได้เหงี่ยงหูฟังทะราอะนุกัมปิมัง ปะชัง อาราธะนัง กะโรมะ ฯ

             11.คำอาราธนาธรรมมหาราช
                นมัสการ มือสานกราบไหว้ ก๋ำดอกไม้เยื่องหลายกัณฑ์ ลำดับสักกบรรพ์ค้อยคาดมาถึงมหาราชกัณฑ์งามชื่นช้อย คาถามีบ่น้อย หกสิบเก้าบาทบาลี ชูชกพราหมณ์นำสองศรีเจียงจากเถิงต๊าวก็มีหัวใจชมชื่น สัมปัตติยื่นปันไป ไถ่เอาสองกุมารแก้ว เบิกบานแล้วไตยน้ำหกไหสรงเกศ นุ่งผ้าแต้ศดูงาม สองกุมารเนื้อเกลี้ยงอ่องผิวใส ขอท่านไขแจ้งเจตน์ของท่านเจ้าเทสฯเทศนา ผู้ข้าขอกรุณาใส่กราพย์เกา หื้อหมู่ข้าเจ้าได้สว่างโสกา ขอไขขียาหื้อมันจนแห้ง เพื่อหื้อมันแจ้งแก่มูละศรัทธา แลนา อะนุกะมปิมัง ปะชัง อาราธะนัง กะโรมะฯ

             12.คำอาราธนาธรรมสักขัตติย์
                มะหาระปะฃัพพัง นัฏฐิตัง สุดเสี้ยงไปค้อยคาด บัดนี้มาเถิงขัดติยะจ้าด กัณฑ์รุ่งเรืองใสบ่เส้าปางเมื่อหกต๊าวเจ้า เข้าสู่สมาคม ตาวตังหกตน กับตังริพลไพร่ฟ้า ก็เอากันมานอมนำหน้าลวดต๋ายหมดห่าฝนตกลงมาช่วยล้าง หนอพระเจ้าช้างลวดคืนมา พรรณานาคาถาสามสิบหกบ่คาด ผู้ข้าขอใส่กาพย์สร้อย พอหื้อศรัทธาม่อนน้อย ได้เหงี่ยงหูฟังหนึ่งทะรา อะนุกัมปิมัง ปะชัง อาราธะนัง กะโรมะฯ

             13.คำอาราธนาธรรมนคร
                สักกะติปัพพัง นิฏฐิตัง ก็สุดเสี้ยงไปบ่เศษ บัดนี้มีมารอดห้องเหตุ นะคะระกัณฑ์ฑังกัณฑ์ใหญ่กว้างปางเมื่อพระเจ้าช้าง ปิ้กมาเสพสร้างเสวยเมือง เดชนะเรืองผาบแล้ว พระยาอินทร์หื้อห่าฝนแก้วหลั่งตกลงต๊าวหื้อทานหลายหนมากล้ว ขอลูกศิษย์พระตนแก้วสุตถา ขึ้นนั่งเหนืออาสนาอันสะอาด ได้โอกาสเทศสนาผู้ข้ายกมือไหว้สา ขอลูกศิษย์พระพุทธาใส่ระบำกาพย์สร้อยพอหื้อศรัทธาผู้ข้าม่อนน้อย ได้เหงี่ยงหูฟังทะรา อะนุกัมปิมัง อาราธะนัง กะโรมะฯ
             มหาชาติหรือพระเวสสันดรตระหนี้ มี 13 กัณฑ์ มีคาถา 1,000 คาถา ซึ่งเขาเรียกว่า “คาถาพัน”จึงนิยมใส่เครื่องตกแต่งประดับประดา และเครื่องบูชาทุกสิ่งจำนวนอย่างละ 1,000 เช่นเดียวกัน ในหนึ่งกัณฑ์หนึ่งๆแบ่งคาถาไว้ดังนี้

1

กัณฑ์ทศพร

มี
19
คาถา
2
กัณฑ์หิมพานต์ มี
134
คาถา
3
ทานกัณฑ์ มี
209
คาถา
4
กัณฑ์วนปเวสน์ มี
57
คาถา
5
กัณฑ์ชูชก มี
79
คาถา
6
กัณฑ์จุลพน มี
35
คาถา
7
กัณฑ์มหาพน มี
80
คาถา
8
กัณฑ์กุมาร มี
101
คาถา
9
กัณฑ์มัทรี มี
90
คาถา
10
กัณฑ์สักกบรรพ์ มี
43
คาถา
11
กัณฑ์มหาราช มี
69
คาถา
12
กัณฑ์ฉกษัตริย์ มี
36
คาถา
13
นครกัณฑ มี
48
คาถา

กลับด้านบน

ป๋าเวณีโคมลอย

             คำว่า โคมลอย นี้แปลได้ง่ายๆว่าเครื่องใช้ที่กำเนิดแสงสว่างลอยตัวอยู่ซึ่ง “โคมลอย”ที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้อาจลอยอยู่ได้ทั้งในน้ำและท้องฟ้าก็ได้ทั้งสองกรณีแต่ในที่นี้จะเริ่มกล่าวถึง “โคมลอย” ที่ลอยอยู่ในน้ำหรือไปตามสายน้ำเสียก่อน “โคมลอย” นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งในเทศกาลลอยกระทง เมื่อต้องการทราบถึงความหมายนี้ให้เป็นที่แน่นอนชัดเจนลงไป ก็ต้องไปดูจากต้นตำรับที่วาด้วยการลอยกระทง ซึ่งก็คือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือ นางนพมาศ และจากเอกสารชื่อฉบับนี้ที่กรมศิลปากรอนุญาติให้ศิลปาบรรณาคารพิมพ์จำหน่ายครั้งที่ 14 เมื่อ พ.ศ.2513 หน้า 69 บอกว่าในวันเพ็ญเดือนสิบสองนั้น จะมีพระราชพิธีจองเปรียง ซึ่งเป็น “นักขัตฤกษ์ ชักโคมลอยโคม” ที่มีการเฉลิมฉลองกันสามวัน ครั้งหนึ่งนางนพมาศได้ประดิษฐ์โคมลอยเป็น “รูปดอกกระมุท (ดอกบัว) บานกลีบรับแสงพระจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากระแทะ (ล้อเกวียน)” ประดับด้วยดอกไม้และผลไม้สลักเป็นรูปนก จับอยู่ตามกลีบดอกบัวซึ่ง “พระร่วง” ก็พอพระทัยมาก จงมีพระราชบริหารบำบัดหยัดสาปสรรว่า แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงการกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 พระราชพิธีจองเปรียงแล้ว ก็ทำให้ โคมลอยเป็นรูดอกกระมุทอุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน อันว่าโคมลอยรูปดอกกระมุทบาน ก็ปรากฏมาจนทุกวันนี้ แต่คำโลกสมมุติเปลี่ยนชื่อเรียกว่าลอยกระทงทรงประทีป...
             จากความที่ยกมานี้สรุปได้ว่า โคมลอยก็คือ กระทงทรงประทีป หรือกระทงที่รองรับประทีปซึ่งจุดไฟแล้วปล่อยไห้โคมลอยไปบนอากาศ
             เมื่อดูจากพระราชพิธี 12 เดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจัดพิมพ์โดยแพร่พิทยา ฉบับที่พิมพ์ครั้งที่สิบสาม พ.ศ. 2514 ในตอนที่กล่าวถึงพระราชพิธีจองเปรียงนั้น ทรงระบุว่า พระราชพิธีในเดือน 12 ซึ่งมีมาในกฏมณเฑียรบาลว่า พิธีจองเปรียง ลดชุดโคมลอยนั้น..มีความแปลกออกไปนิดเดียว แต่ที่ว่าการพิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคม และเติม “ลงน้ำ” เข้าอีกคำหนึ่ง..การก็เต็มกับลอยกระทงลางทีจะสมมติว่า ลอยโคม... “และทรงกล่าวต่อไปว่า”..การที่ยกโคมขึ้นนั้นตามคำโบราณกล่าวว่ายกขึ้นเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม การซึ่งว่าบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามนี้เป็นต้นตำราแท้ในเวลาถือไสยศาสตร์ แต่ครั้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดิน ทรงนับถือพระพุทธศาสนาก็กล่าวว่าบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระจุฬามณีในดาวดึงส์พิภพ และบูชาพระพุทธบาทซึ่งปรากฏอยู่ ร หาดทรายเรียกว่า นะมะทานที เป็นผู้ที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่..
             ในพระราชพิธี 12 เดือน ยังระบุต่อไปว่าในเดือนสิบสองนี้มีการลอยพระประทีปด้วย โดยทรงอธิบายว่า …“การลอยประทีปลอยกระทงนี้ เป็นนักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงของชนทั้งปวงทั่วไป ไม่เฉพาะแต่การหลวง แต่จะนับเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวกับการลอยประทีปนั้นเว้นไว้แต่จะเข้าใจตรงกับคำที่ว่า ลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว แต่ควรนับได้ว่าเป็นราชประเพณี ซึ่งมีมาในแผ่นดินสยามแต่โบราณ…..” และความใน พระราชนิพนธ์ช่วงนี้ ยังมีพระราชาธิบายที่ยืนยันถึงข้อความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ว่า การลอยประทีปที่ว่าในกกหมายนี้ มีเนื้อความเข้ากับเรื่องนางนพมาศ ซึ่งว่า ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ซึ่งเป็นท้าวพระสนมเอกแต่ครั้งพระเจ้าอรุณราช คือพระร่วง ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยาม ตั้งแต่กรุงตั้งอยู่ ณ เมืองสุโขทัย ได้กล่าวไว้ว่าในเวลาฤดูเดือนสิบสอง เป็นเวลาเสด็จประพาสในลำน้ำ ตามพระราชพีในเวลากลางคืนพระอัครมเหสีและพระสนมฝ่ายในตามเสด็จในเรือพระที่นั่งทอดพระเนตร การนักขัตฤกษ์ ซึ่งราษฎรเล่นในแม่น้ำตามกำหนดปี เมื่อนางนพมาศได้มารับราชการ จึงได้คิดอ่านการทำกระทงถวายพระเจ้าแผ่นดิน เป็นรูปดอกบัว และรูปต่างๆ ให้ทรงลอยสายน้ำไหล มีข้อความที่พิศดารยืดยาว เนื้อความก็คล้ายคลึงกันกับจดหมายถ้อยคำขุนหลวงหาวัดซึ่งได้กล่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่า หรือพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั้นเอง
             จากความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์และพระราชพิธีสิบสองเดือนที่กล่าวมานี้ อาจสรุปได้ว่า “ โคมลอย’’ ของนางนพมาศนั้น คือกระทงที่รองรับประทีป การที่นำโคมลอยที่ว่านี้ไปลอยน้ำ ก็เรียกว่า “ลอยโคม” ดังในพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเรียกว่า “ลอยพระประทีป” และการลอยพระประทีป หรือลอยกระทงนี้อย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วแต่ที่น่าสังเกตคือ พระราชาธิบายที่ว่า การลอยกระทงนี้ แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างไรก็ไม่ได้ ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวเนื่องกับการลอยพระประทีปนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่าตรงกับคำที่ว่า ลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้วและเมื่อพิเคราะห์ดูความจากบทพระราชนิพนธ์ในตอนที่กล่าวถึงเทียนที่จุดในพระราชพิธีจองเปรียงนั้น ทรงกล่าวว่า…………แต่ถึงว่าโคมชัยที่อ้างว่าพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธบาทดังนี้แล้ว ก็ยังเป็นพิธีของพราหมณ์พวกเดียว คือ ตั้งแต่เริ่มราชพิธีพราหมณ์ก็เข้าพิธีที่โรงพิธีในพระบรมมหาราชวังและเวลาเช้าถวายน้ำพระมหาสังข์ ตลอดจนวันลดโคมเทียนซึ่งจุดในโคมนั้นก็ทาเปรียง คือไขข้อพระโค ซึ่งพราหมณ์นำมาถวายทรงทาการที่บูชากันด้วยน้ำมันไขข้อพระโคนี้ ก็เป็นลัทธิพราหมณ์แท้เป็นธรรมเนียมสืบมาจนแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า การพระราชพิธีทั้งปวงควรจะให้เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาทุกๆ พระราชพิธีส่วนขนาดของกระทงนั้น นอกเหนือจากกระทงของนางนพมาศที่ใหญ่เท่าทงกระแทะ คือกงเวียนแล้ว
             ใน พระราชพิธี 12 เดือน ให้คำอธิบายสรุปรวมได้ว่า กระทงหลวงซึ่งสำหรับทรงลอยที่มีมาแต่เดิมนั่นคือ เรือรูปสัตว์ต่างๆ ในสมัยพระนั่งเกล้าอยู่หัว กระทงหลวงสำรับใหญ่ที่ทำถวายนั้น “ต่อเป็นถังบ้างทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้างแปดศอกบ้าง เก้าศอกบ้าง กระทงสูงยอดสิบศอก สิบเอ็ดศอก ทำประกวดประชันกันต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ขนาดใหญ่ที่ลอยน้ำได้ และในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น มีการใช้เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือชัยแทน กระทงใหญ่สองลำ ตั้งเทียนนขนาดใหญ่ และยาวตามกระทงเรือทุกกระทง ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีการใช้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แทนเรือชัย และยังมีกระทงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างอลังการ อีกด้วยแต่ก็ไม่ได้โปรดให้จัดทำทุกปี ส่วนการลอยพระประทีปนั้น” เห็นได้ว่ามีถึงปีละ 2 ครั้ง โดยมีพระราชนิพนธ์ไว้ว่า จะขอแต่กรุงเทพฯ นี้ การลอยประทีปเดือน 12 เป็นการใหญ่กว่าลอยประทีปในเดือน 11 ด้วยอากาศปราศจากฝนและ พิธีลอยพระประทีปกลางเดือน 11 ก็เหมือนจะลอยพระประทีปในเดือน 12 ซึ่งมีข้อความพิศดารแจ้งอยู่ในพระราชนิพนธ์พิธีประจำเดือน 12 ผิดกันแต่เดือน 11 ไม่มีกระทงใหญ่ น่าสังเกตว่า ในพระราชพิธี 12 เดือนนี้ทรงจำแนกว่า “ประทีป” และ “กระทง” เป็นสิ่งประดิษฐ์สำหรับทรงลอยที่ต่างกัน โดยที่ “กระทง” ที่ทรงกล่าวถึงนั้นมีขนาดใหญ่มาก แต่เสียดายที่ในพระราชนิพนธ์ดังกล่าว ไม่ได้บอกขนาดของพระประทีปที่ทรงลอยไว้ด้วย คาดว่า “พระประทีป” ที่ทรงลอยน่าจะมิได้มีขนาดใหญ่โตเหมืนกระทง
             แต่อาจจะมีขนาดใกล้เคียงกับกระทงของนางนพมาศได้เมื่อยกเอาความทุกส่วนที่กล่าวแล้วมารวมกันเพื่อสรุป ก็จะเห็นได้ว่าการ “ลอยโคม” หรือ “ลอยกระทง” ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วนี้ เป็นประเพณีที่มิใช่ทั้งพิธีพราหมณ์ หรือพิธีในพระพุทธศาสนา แต่การลอยกระทงซึ่งเป็นการลอยโคมอันเป็นเครื่องสักการะเพื่อให้ไปบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งปรากฏอยู่ที่ฝั่งน้ำนัมทานนทีดังกล่าวเป็นคติที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 นี้เองแต่ความที่ยังค้างใจ ก็คือ ประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สรุปว่า “โคมลอย” หมายถึง ประทีปที่จุดไฟแล้ววางบนกระทงและปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำแต่ทุกวันนี้ก็ยังมี “โคมลอย” ที่มีลักษระเป็นลูกโป่งขนาดใหญ่ทำด้วยกระดาษบางเบาที่ปล่อยให้ลอยไปบนฟากฟ้านั้นคืออะไรกันแน่ คำอธิบายที่เก่าที่สุด ที่กล่าวถึง “โคมลอย” ในแง่โคมที่ลอยฟ้านั้น พบในหนังสืออักขราภิธานศัพท์ Dicti0nary of the Siamese Language by Dr.B.Bradley Bangkok 1873 หรือพจนานุกรมภาษาสยามที่ ดร.แคน บีช แบรดเลย์ จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2416 โดยกล่าวว่า โคม คือ ประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้แสงสว่าง ทำด้วยแก้วบ้างทำด้วยเกล็ดปลาบ้าง และ”โคมลอย คือประทีปเครื่องสำหรับจุดไฟในนั้นให้สว่างแล้วควันไฟก็กลุ่นอบอยู่ในนั้น พาโคมไฟให้ลอยขึ้นไปบนอากาศ” คำอธิบายดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 ที่ว่า “โคมลอย น.ชื่อเครื่องตามไฟชนิดหนึ่ง ที่จุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปในอากาศ” และพจนานุกรมฉบับนี้ ได้ให้ความหมายของเครื่องใช้อีกอย่างหนึ่งว่า ตะเกียง น.เครื่องใช้สำหรับตามไฟ มีรูปต่างๆบางชนิดมีหลอดบังลม ลักษณะนามว่าดวง โดยคำอธิบายของพจนานุกรมทั้งสองฉบับนี้ ชวนให้เข้าใจว่า ‘’โคมลอย” ควรจะให้ความสว่างให้ด้วย
             ส่วนในพระราชพิธี 12 เดือนนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2431 นั้น มีข้อความส่วนที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์อธิบายศัพท์แผลงว่า “โคมลอย” มีความหมายเดียวกับ “โพยมยาน”และโพยมยานแปลมาจาก air ship คือยานที่ลอยไปในอากาศได้โดยใช้อากาศร้อน หรือแก๊สที่เบากว่าอากาศ ยกเอายานนั้นไปได้ แต่เมื่อเทียบกับคำแปลของหมอแบรดเลย์แล้ว โพยมยานในที่นี้น่าจะหมายถึง balloon มากกว่าโคมลอยในที่นี้....มาแต่หนังสือพิมพ์ตลกของอังกฤษที่มีชื่อว่า ฟัน (FUN -ผู้เขียน) ที่ใช้รูปโคมลอยอยู่หลังใบปกหนังสือพิมพ์นั้นเล่นตลกเหลวไหลไม่ขบขันเหมือนหนังสือพิมพ์อย่างอื่น คือปันช เป็นต้น จึงเกิดคำติกันเมื่อใครเห็นตลกไม่ขบขันจึงว่าราวกับหนังสือราวฟัน บ้างว่าเป็นโคมลอย (เครื่องหมายของหนังสือนั้น) บ้างจะพูดให้สั้นจึงคงไว้แต่ โคม จากประเด็นดังกล่าวนี้ โคมลอย ตามนัยพระราชพิธี 12 เดือน กับของหนังสืออักขราภานศัพท์แม้จะดูเหมือนว่าไม่ตรงกัน แต่ก็พอจะอธิบายให้พอเห็นได้ว่าเป็นวัตถุทรงกลมที่อาศัย ความร้อนที่กักไว้ภายในพยุงให้ลอยไปในอากาศได้ก็เป็นอันว่า โคมลอย ของนางนพมาศนั้นลอยน้ำแต่ โคมลอย ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และของหมอแบรดเลย์นั้น ลอยฟ้า พอบอกว่า โคมลอย นั้นลอยฟ้าได้ ชาวเหนือก็บอกว่า “แม่นแล้ว” เพราะวันเพ็ญเดือยสิบสองนั้นนอกเหนือจะมีการ ตั้งธรรมหลวง แล้วบุคคลที่เกิดในปีจอซึ่งควรจะไป นมัสการพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีซึ่งบรรจุมวยผมของเจ้าชายสิทธัตถะที่เชือดออกด้วยพระขรรคื แล้วดำรงเพศนักบวช ก่อนจะบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า แม้อยากไปก็ไปไม่ได้ เพราะพระเจดีย์ดังกล่าวอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
             ชาวเหนือที่เกิดในปีจอก็อาศัย โคมลอย นี้แหละทียกเอากระบะเครื่องบูชาลอยขึ้นสู่ท้องฟห่าไปให้สูงที่สุด เพื่อบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีให้ใกล้ที่สุดเท่าที่พึงทำได้ กิจกรรมดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพระบรมราชาธิบายที่ว่า ...การยกโคมขึ้นนั้น ตามคำโบราณกล่าวว่ายกขึ้นเพื่อบูชาพระเจ้าทั้งสาม คือพระอิศวรพระนารายณ์ พระพรหม การบูชาพระเจ้าทั้งสามนี้เป็นต้นตำราแท้ในเวลาถือไสยศาสตร์ แต่ครั้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือพระพุทะศาสนา ก็กล่าวว่าบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณีในดาวดึงส์พิภพ และบูชาพระพุทธบาท ซึ่งปรากฏอยู่ ณ หาดทรายที่เรียกว่านะมะทานที่เป็นที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่ (พระราชพิธี 12 เดือน น.9)แต่พอพูดถึงว่าสิ่งประดิษฐ์ที่พอเอากระบะเครื่องบูชาขึ้นฟ้าไปนั้นชื่อว่า “โคมลอย” บรรดาผู้เฒ่าทั้งหลายก็ไม่ค่อยพอใจนัก เพราะสิ่งนั้นในยุคของท่านเรียกว่า “ว่าว“ ,ว่าวลม, ว่าวรม,/ฮม หรือว่าควันโดยอธิบายว่าเครื่องเล่นที่ปล่อยให้ลอยในอากาศนั้นเรียกว่า “ว่าว” เมื่อว่าวนั้นใช้ควันเป็นเครื่องพยุงขึ้นฟ้า ก็เรียกว่าวนั้นว่า ว่าวตะวัน และในกลางคืนที่ใช้ก้อนเชื้อเพลิงแขวนไว้ที่ปากของว่าวความร้อนจากไฟที่ลุกนั้น นอกจากจะยกว่าวให้ลอยขึ้ฟ้าแล้วยังมองเห็นไฟที่ลุก และลอยไปในท้องฟ้า แทรกกับกลุ่มดาวได้ ท่านเรียกของท่านว่า ว่าวไฟ พอเห็นเด็กน้อยเรียกสิ่งประดิษฐ์ของท่านว่า “โคมลอย” ท่านก็บอกว่าไม่ใช้ ครั้นถามผู้เฒ่าว่า ชาวเหนือเรียกว่าวของท่านว่าเป็น “โคมลอย” มาแต่เมื่อใด ท่านก็ตอบว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อทหารไทยมาประจำการในภาคเหนือ พอเห็นว่าวตะวันลอยขึ้นฟ้าก็เรียกสิ่งนั้นว่า “โคมลอย”
             เทื่อเป็นเช่นนี้ก็สรุปได้ว่า “โคมลอย” ของภาคกลางนั้นทำได้ทั้งลอยฟ้าและลอยน้ำ โดยจุดประทีปโคมไฟให้ลอยไปตามน้ำเพื่อบูชาลอยพระพุทธบาทในนาคพิภพ และยกโคมขึ้นให้สูง เพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี แล้วชาวเหนือเล่า มีจุดประทีปโคมไฟลอยน้ำเพื่อไปบูชาพระพุทธบาทหรือไม่ ผู้เฒ่าก็ถามว่าลอย และจุดประทีปโคมไฟเมื่อใด พอบอกว่าวันเพ็ญเดือนยี่ ท่านก็บอกว่าในวันเพ็ญเดือนยี่นั้น ชาวบ้านก็จะปล่อยว่าวควันขึ้นฟ้าในตอนสายและจุดโคมไฟประทีปตามบ้านเรือน ดังที่ปรากฏว่ามีคัมภีร์ชื่ออานิสงส์ ผางประทีปบอกถึง ผู้ที่กระทำ จะได้รับจากการจุดประทีปโคมไฟดังกล่าวและการจุดประทีปโคมไฟนี้ก็สอดคล้องกับการ “เผาเทียนเล่นไฟ” ในกรุงสุโขทัยอีกด้วยไม่มีธรรมเนียมการลอยกระทงหรือการจุดประทีปโคมไฟลอยน้ำและผู้เฒ่าจะสำทับว่าพิธีกรรมทั้งหลายของชาวเหนือนั้น จะหันหน้าเข้าวัด ถ้าหันหน้าออกจากวัดไปทำกิจกรรมที่อื่นแล้ว พิธีกรรมดังกล่าวนั้นไม่ปรากฏในวิถีชีวิตของชาวเหนือ ครั้นถามว่าแล้ว”ลอยกระทง” เริ่มมาแต่เมื่อใด ท่านผู้เฒ่าที่คุ้นเคยกับชีวิตในคุ้มในวัง โดยเฉพาะ “วังท่าเจดีย์กิ่ว” ซึ่งเป็นที่ประทับของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีนั้น เป็นวังที่อยู่ไกล้กับลำน้ำปิง (ปัจจุบัน คือ สถานกงสุลอเมริกัน) พระราชชายาพระองค์นี้เป็นพระราชชายา ซึ่งตำแหน่งเทียบเท่าพระมเหสีในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยที่พระองค์ท่านเข้ารับราชการในพระบรมมหาราชวังเมื่อพระชนม์มายุ 13 ชันษา (พ.ศ.2429) และประทับอยู่ในวังหลวงหลังจากที่พระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 5 สวรรคต เมื่อ พ.ศ.2453 แล้วพระราชชายา ก็เสด็จมาประทับอยู่ในคุ้มหรือวังท่าเจดีย์กิ่ว ดังกล่าวเมื่อ พ.ศ.2457 พระราชชายาฯ ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ขนบธรรมเนียมโดยเฉพาะพระราชพิธีต่างๆ เป็นอย่างดี
             ดังนั้นพระองค์ท่านจึงได้เริ่มการ “ลอยพระประทีป” นอกวังนี้ทำขึ้นอย่างง่ายๆ จากวัสดุธรรมชาติ คือพระองค์ท่านใช้กาบมะพร้าวกว้างเท่าขนาดฝ่ามือตัดโค้งงอนตามสันฐานของมะพร้าว เพื่อทำหน้าที่เป็น กระทง วางประทีปลงบน กระทง นั้น และจุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปในคืนวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวเหนือ (ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 ของภาคกลาง) สิ่งที่ลอยไปตามสายน้ำนั้นจึงจัดได้ว่าเป็นการ ลอยพระประทีป และกิจกรรมนี้ก็สอดคล้องกับ ลอยโคม หรือ ลอยกระทง ทรงประทีป ของนางนพมาศอีกด้วย ภายหลังก็มีผู้นิยมลอยกระทงตามพระราชชายาฯ มากขึ้น ดังครั้งพบในที่ นายทิม โชตนา นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ในช่วง พ.ศ.2490 นั้น ก็ได้สนับสนุนการท่องเที่ยว โดยจัดให้มีการลอยกระทงมากขึ้นและมีการเฉลิมฉลองบริเวณถนนท่าแพ โดยเฉพาะบริเวณพุทธสถานการลอยกระทงแบบกรุงเทพฯ นั้นมีขึ้นอย่างจริงจังเมื่อมีการตั้งสำนักการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยมีการจัดให้มีการลอยกระทงสองวัน คือ ในวันเพ็ญเดือนยี่ และลอยกระทงเล็ก และรุ่งขึ้นในวันลอยหนึ่งค่ำจะมีการลอยกระทงหรือประกวดกระทงขนาดใหญ่ โดยเริ่มที่หน้าเทศบาลเชียงใหม่ ไปสิ้นสุดที่สะพานนวรัฐ และหลังจากนั้นก็มีการลอยกระทงกันอย่างกว้างขวาง ดังที่จะพบกันว่ามีการประกวดนางนพมาศกันทั่วไป ในขณะเดียวกันก็มีการทำ ปะตูป่า อันเนื่องกับการ ตั้งธรรมหลวง อยู่เหมือนกัน แต่ที่ยังมีสีเหมืนกระทงกับประตูป่าและประทีปโคมไฟที่ประดับตามบ้านเรือนถนนหนทาง มีความงามที่ทรงเสน่ห์ของสาวน้อยนางนพมาศมากขึ้น และมีแสงสีจากว่าวไฟที่ลอยฟ้าเจิดจรัสมากขึ้นเท่าใด ความเข้มของวัฒนธรรมใหม่นี้ย่อมมีส่วนขับให้บรรยากาศของการ ตั้งธรรมหลวง และ กิจกรรมตามพิธีของชาวเหนือดั้งเดิมให้โรยแรงลงเพียงนั้น โคมลอย หรือในบางท้องถิ่นของชาวจังหวัดลำปาง เรียกว่ากิจกรรมตามพิธีของชาวเหนือดั้งเดิมให้โรยแรงลงเพียงนั้น โคมลอย หรือในบางท้องถิ่นของจังหวัดลำปาง เรียกว่าว่าวมี 2 ชนิด คือ ว่าวลม และว่าวไฟ ว่าวลมคือว่าวที่ปล่อยในเวลากลางวัน ส่วนว่าวไฟ ใช้ปล่อยในเวลากลางวัน

อุปกรณ์และวิธีการเล่น
             อุปกรณ์
             กรทำว่าวจะใช้กระดาษเนื้อบาง ติดประกอบกันเป็นรูปทรงต่างๆ ส่วนใหญ่ทำเป็นลักษณะของถุงลมก้นใหญ่ วงปากแคบ กระดาษที่ใช้ทำนั้น จะใช้กระดาษสีเดียวหรือหลายสีก็ได้ แล้วแต่ความพึงพอใจของเจ้าตำรา(เจ้าตำรับ) ในสมัยก่อนนิยมมาช่วยกันทำที่วัด เพราะต้องใช้สถานที่ทำเป็นลานกว้าง โดยมีเจ้าตำราเป็นผู้ควบคุมดูแล
             เมื่อถึงเวลาปล่อยว่าว ชาวบ้านก็จะล้อมวงเข้ามาดูอย่างใกล้ชิด บ้างก็จะช่วยถือไม้ค้ำยัน เพื่อช่วยให้ว่าวทรงตัวได้ จากนั้นถ้าเป็นว่าวไฟก็จะเอาเชื้อเพลิง คือผ้าชุบน้ำมันยางเผา หรือใช้ชันหรือที่เรียกว่าขี้ขะย้าเผา เพื่อให้เกิดควันแล้วปล่อยควันไฟเข้าไปอัดในว่าว จนว่าวลอยตัวและตึงเต็มที่ เมื่อถึงตอนนี้ชาวบ้านก็ช่วยกันมากขึ้น บางคนก็ถือวงปาก บางพวกก็คอยให้กำลังใจอยู่รอบข้าง โดยมีขบวนแห่กลองสิ้งหม้อง และฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน เมื่อว่าวลอยตึงเต็มที่ ก็จะนำประทัดหรือหางว่าวมาผูกติดกับวงปาก ปลดไม้ค้ำยันออก และปล่อยขึ้นไป ถ้าเป็นการแข่งขันก้จะดูว่าวหรือโคมของใครสวยหรือไม่ โดยดูตั้งแต่ ขนาด รูปทรง สีสรรของว่าว การลอยตัว และลูกเล่นต่างๆ ที่ผูกติดวงปากของว่าวหรือโคมลอย

             โอกาส หรือเวลาที่เล่น
             การปล่อยว่าวหรือโคมลอยนั้น นิยมเล่นหรือแข่งขันกันในเทศกาลงานประเพณีสำคัญๆ ของหมู่บ้าน เช่น วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา ประเพณียี่เป็ง หรืองานบุญต่างๆ ไม่มีข้อจำกัด

             คุณค่า/แนวคิด/สาระ
             การปล่อยว่าวหรือโคมลอยนี้ ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่า เพื่อให้ว่าวให้นำเอาเคราะห์ร้ายภัยพิบัติต่างๆ ออกไปจากหมู่บ้าน ดังนั้น ว่าวโคมลอยที่ปล่อยขึ้นไป ถ้าไปตกในบ้านใครบ้านนั้นก็ต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อล้างเสนียดจัญไรทั้งปวงออกไป นอกจากนี้ ยังถือกันว่าเป็นการทำที่บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเพื่อความสนุกสนาน สร้างความสามัคคีในหมู่บ้านอีกด้วย
             หมายเหตุ การเล่นโคมลอย และโคมไฟ ให้ระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสภาพแวดล้อมด้วย

กลับด้านบน


สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
๑๑๙ หมู่ ๙ ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง ๕๒๑๐๐
โทรศัพท์ ๐๕๔-๒๓๗๓๖๑ ๐๕๔-๒๓๗๓๙๙ ต่อ ๖๗๐๐-๒