http://www.culture.lpru.ac.th  
 

มกราคม กุมภาพันพันธ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม

เดือน กรกฎาคม
เดือน 10 เหนือ เดือน 8 ใต้

ป๋าเวณีแฮกนา หว่านกล้า ไถนา
ป๋าเวณีเข้าพรรษา
ป๋าเวณีถวายผ้าอาบน้ำฝน
ป๋าเวณีตานขันข้าว
ป๋าเวณีถวายเทียนเข้าพรรษา
ป๋าเวณีนอนวัดจำศีล

ป๋าเวณีแฮกนา หว่านกล้า ไถนา

             ประชาชนชาวไทยมีอาชีพทางเกษตรกรรม มาแต่โบราณกาล อาหารที่สำคัญคือ ข้าว เป็นทั้งแป้งและน้ำตาล เป็นอาหารหลักที่ขาดไม่ได้ ดังนั้นการผลิตข้าวจึงเป็นงานสำคัญในวิถีชีวิตของคนไทยทั้งมวลการแสวงหาเนื้อที่ปลูกข้าวโดยการหาแหล่งน้ำ และเนื้อที่ราบเป็นที่ปลูกข้าว เรียกกันว่า “ทุ่งนา” จึงทำมาช้านาน เนื้อที่ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นที่ราบของประเทศไว้สำหรับเป็นที่ปลูกข้าวมากมาย
             ในพระราชพิธีสิบสองเดือน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับพิธีแรกนาไว้ว่า “การแรกนาซึ่งต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดินเป็นธรรมเนียมมีมาแต่โบราณ เช่น ในเมืองจีนสี่พันปีล่วงมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงลงไถนาเองเป็นคราวแรกมีพระมเหสีเลี้ยงตัวไหม” ส่วนจดหมายเรื่องราวอันใดในประเทศสยามนี้ ที่ปรากฏอยู่ในการแรกนี้มีอยู่เสมอเป็นนิจไม่มีว่างเว้น ด้วยการซึ่งผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้ก็เพื่อจะให้เป็นตัวอย่างราษฎร ชักนำให้มีใจมั่นที่จะมีการทำนา เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิติทั่วหน้า
             ในประเทศอินเดียโบราณ พระมหากษัตริย์เป็นหัวหน้าแห่งการเกษตรจึงมีพระนามว่า กษัตริย์ มีความหมายว่า “ผู้ประกอบกสิกรรม” พระราชโอรสของกษัตริย์ศากยะก็ทรงได้รับราชทนินามว่า “ข้าวสุก” อาทิ พระเจ้าสุทโธทนะมหาราช พระเฆนิโตทนะ พระเจ้าโธโตทนะ มีคำว่ “โอทนะ” ต่อท้ายพระนาม ย่อมแสดงให้เห็นความสำคัญของการเกษตรที่มีต่อชุมชนมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนทวีปเอเชียนี้มาช้านาน
             ในภาคเหนือ ประเพณีแรกนา หรือแฮกนามีมาแต่โบราณ เช่นเดียวกันมีปรากฏอยู่ในตำราโบราณหลายฉบับที่เกี่ยวกับพิธีกรรมสังเวยของราษฎร แต่ในราชสำนักไม่ปรากฏชัด คงเนื่องมาจากการสิ้นสุดของกษัตริย์ในรางวงศ์มังรายนับแต่ พ.ศ. 2110 ต่อมาสมัยเจ้าผู้ครองนครก็ไม่ได้จัดพิธีนี้เป็นแบบอย่าง จึงทำกันในกลุ่มราษฎรที่มีความเชื่ออศรัทธาต่อแม่โพสพ หรือโพสก เทพธิดา ผู้ประทานธัญญาหารให้แก่มนุษย์ ได้จัดทำกันต่อมาจนตราบทุกวันนี้
             การแฮกนา ของภาคเหนือกับการแรกนาของภาคกลาง เป็นอันเดียวกันต่างแต่ภาคเหนือประชาชนออกเสียงเป็นแฮกนา เป็นอย่างเดียวกับจรดพระนางครรภ์ คือ การไถนา หรือพระราชพิธีแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีของแผ่นดิน สมัยโบราณเป็นพระราชภาระของพระมหากษัตราธิราชเจ้า ทรงกระทำ ปัจจุบันนี้ รัฐบาลได้ถือเป็นงานพระราชพิธีซึ่งดำเนินงานโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับสำนักพระราชวัง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทรงประกอบพระราชพิธีสนามหลวงทุกปี ถือว่าเป็นมหามงคลแก่ราษฎรทั่วประเทศทีเดียว

ไถต๋ากล้าและหว่านกล้า
             เดือน 9-10 เหนือ เป็นระยะเดือน 7-8 ใต้ ราวเดือนมิถุนายน - เดือน กรกฎาคม เป็นระยะที่ชาวนาจะเตรียมพันธุ์ข้าว หว่านกล้า ทางเมืองเหนือเรียกพันธุ์ข้าวนี้ว่า “ข้าวเชื้อ” ชาวนาจะเอาวัวควายไปไถเนื้อที่นาแปลงเล็ก ๆ พื้นที่ประมาณ 1 งาน แล้วจะคราดเฝือจนดินร่วน พาเอาครอบครัวของตนไปเหยียบย่ำดินให้ร่วนที่สุดแล้วยกร่องทำเป็นแปลง ๆ ไว้ ทางเหนือเรียกว่า “แป๋งเต๊ก” เตรียมไว้เพื่อจะเอาพันธุ์ข้าวมาหว่านต่อไป
             การเก็บข้าวเชื้อ หรือพันธุ์ข้าวของคนโบราณภาคเหนือนั้น เมื่อชาวนาต้องการพันธุ์ข้าวอะไร เขาจะออกไปดูตามนาของคนอื่น ถ้าตกลงอยากได้ก็จะไปตกลงขอข้าวเชื้อ โดยขอเก็บเอารวงข้าวที่มีเมล็ดและน้ำหนักที่ดีที่สุด ทีละรวง จนกว่าจะครบ ต๋าง หรือ ตวง(ลิตร) แม้แต่เจ้าของนาเองก็เหมือนกัน พอข้าในนาสุกก็จะเก็บเอาเมล็ดเชื้อหรอพันธุ์ข้าวทีละรวงจนเพียงพอต่อความต้องการ นำไปเก็บไว้ในกระบุง หรือบุ่งข้าวสำหรับใช้หว่านในปีต่อไป
             การหว่านกล้านำเอาข้าวเปลือกที่ใช้ทำพันธุ์ลงไปแช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นเอาขึ้นมาหมักไว้ 2 วัน ข้าวเริ่มแตกงอก เมื่อเริ่มเตรีมแปลงสำหรับหว่านเรียบร้อยแล้วจะนำข้าวไปโปรยในแล่งนั้นจนทั่ว ต่อมาประมาณ 3-5 วัน ข้าวกล้าจะงอกเต็มแปลง เรียกกันอย่างเมืองเหนือว่า “ข้าวงอกเต็ม ต๋ากล้า” ชาวนาจะต้องดูและให้น้ำหล่อเลี้ยงตลอดจนอายุครบ 1 เดือนพอดี เท่ที่ได้พิสูจน์กันมา ถ้ากล้าอายุอ่อนกว่า 1 เดือนจะตายพราย หรือไม่หน่อ หากกล้าเกินกว่า 1 เดือน จะทำให้ข้าวไม่งอกงาม ไม่หน่อเท่าที่ควร ดังนั้นชาวนาจะต้องจดจำกำหนดที่หว่านไว้ให้ดี

การแฮกนาหรือการไถ
             การแฮกนาก็คือ การลงมือไถครั้งแรกของชาวนา แต่ละครอบครัว ประเพณีที่ถือปฏิบัติแต่เดิมนั้นชาวนาจะคำนึงถึงพญานาคให้น้ำในวันปีใหม่สงกรานต์ว่า ปีนี้นาคที่ให้น้ำหันหน้าไปทาง ทิศไหน การเมไถแฮกนาจะเริ่มไถตั้งแต่หัวนาคไปยังหางนาค จะเว้นจากการไถเสาะเกล็ดนาค คือ ทวนเกล็ดพญานาค 1 และไถค้างท้องนาคซึ่งการไถ 2 แบบนี้ไม่เป็นมงคล การไถนั้นจะเริ่มต้นด้วยการ “ผ่าฮิ้ว” คือไถแบ่งตอน แล้วจะไถ “ปั๊ดซ้าย” หมายถึงการไถด้านซ้าย ให้ก้อนไถลักมาด้านขวา แล้วต่อไปให้ “ปั๊ดขวา” คือการไถด้านขวา ผลักขี้ไถมาด้านซ้าย และไถเรื่อยไปจนกว่าจะหมดเนื้อที่ในนานั้น

เครื่องบวงสรวง (เครื่องบน)วันแฮกนา
             การแฮกนานั้น ถ้าจะถือตามประเพณีที่ได้มาจากอินเดียโบราณเกี่ยวกับพระราชพิธีแรกนาขวัญนั้นเป็นพิธีที่นำมาประยุกต์ในราชสำนักของพระมหากษัตริย์ตะวันออกหลายชาติ เช่น ไทย พม่า เขมร ลาว เป็นต้น แต่ประเพณีแรกนาขวัญ ที่ยังปฏิบัติกันอยู่เวลานี้อยู่ในราชสำนักไทยเท่านั้น ซึ่งจะมีพิธีแรกนาขวัญ โดยถือเป็นราช พิธีมีรัฐบาลำเนินการทุก ๆ ปี ทั้งนี้เพื่อให้เป็นกำลังใจแก่พลเมืองสร้างกำลงขวัญแก่เกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ
สำหรับภาคเหนือ มีประเพณีแฮกระดับชาวบ้านทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

เครื่องบน (เครื่องบวงสรวง)
             - ตั่งข้าวแฮก คือ ตั่งเล็กสำหรับไว้เครื่องสังเวย
             - ไม้ไผ่รวก หรือไม้ฮวก ตัดแต่โคนถึงกิ่งก้านทั้งหมด
             - ตาแสง หรือตะแหลว สานเป็นรูปกลม มีหลายแบบ
             - ไม้ว้อง คือไม้ไผ่ที่เอาตอกมาสานเป็นรูปวงกลมเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-8 นิ้ว เกี่ยวกันเป็นห่วงโซ่ลงมาจากปลายไม้ไผ่
             - ทำเป็นรูปปลาห้อยลงมา เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า ในนามีปลาชุกชุม
             - มีแท่นท้าวทั้ง 4 หมายถึง ท้ายจตุโลกบาล ล้านนาเรียกว่า “ท้าวทั้งสี่” ได้แก่ ท้าววธตรฐ วิรุฬก วิรูปักษ์เวสสุวรรณ ซึ่งมีหน้าที่รักษาทิศทั้ง 4 ในโลกนี้
             - ส้อหล้อ จำนวน 5 อัน คำว่า “ส้อหล้อ” เป็นชื่อของไม้ไผ่ที่นำมาผ่าเป็นซีกครึ่งท่อนแล้วเอาไม้ไผ่สานตามซี่เป็นวงกลมถ่างออกทำให้ปากขยายออก ส้อหล้อเหล่านี้ จะนำไปปักไว้ที่บริเวณตั่งแฮกข้าว สำหรับใส่เครื่องบวงสรวง ที่นำไปถวายแดพระธรณีและแก่แม่โพสพ หรือทางล้านนาเรียกว่า แม่โพสก
             - กรวยดอกไม้หรือสวยดอก ใส่รูป เทียนและดอกไม้จำวน 5 ชุด
             - ควักหรือกระทงใส่เครื่องพลีกรรมสังเวยพระแม่ธรณี

กรรมวิธีในการบวงสรวง
             พ่อนาคือเจ้าของนา หรือหัวหน้าครอบครัว พร้อมด้วยภรรยาและบุตร พาเอาเครื่องบวงสรวง วางบนแท่นท้าวทั้งสี่ ส่วนหนึ่งเอาวางบนส้อหล้อ สำหรับแม่โพสพ และแม่พระธรณี ส่วนหนึ่ง จุดธูปเทียนขึ้น ถ้าพ่อนาเป็นคนมีความรู้ในการบน มีโวหารจะทำพิธีเองถ้าไม่สามารถก็ไปขอคามร่วมมือจากปู่อาจารย์ประจำหมู่บ้านมาช่วยทำพิธีบวงสรวง ให้โดยจะกล่าวคำสังเวยท้าวทั้งสี่ก่อนจบแล้วกล่าวคำสังเวยแม่โพสพตามลำดับ

ตัวอย่างคำสังเวยท้าวทั้งสี่
             สุณันโต โภนโต จตุโลกปาลราชาโน ข้าแต่พระยาธตรฐะ ตนเป็นผู้ใหญ่แกหมู่คันธัพพะทั้งหลาย มีลูกได้ 100 คน มีชื่อว่า อินตา ชุตน ฯลฯ ขอเจ้ากูจุ่งมาขุมขาง ฮักษายังฐานะที่นี้ หื้อพ้นจากภวะวังวลอันตรายภัย อุปัทวะตังมวล แล้วหื้อผู่ข้าทั้งหลายจำเริญด้วยสรรพะสวัสดี นั้นจุ่งจักมีเตี่ยงแต้ดีหลี

ตัวอย่างคำสังเวยแม่โพสพ
             ข้าแต่พระแม่โพสก อันเป็นเจ้าแห่งธัญญะข้าวกล้าทั้งหลาย นทีฆากาละบัดนี้ (ชื่อเจ้าของ) ไดนำมายังเครื่องขียาบูชา มาไว้ทัสสะก๋อง ส่องหน้าว่าฉันนี้ดีหลี ขอพระแม่จโพสก จุ่งมีเมตตา การุณา แก่... หื้อข้าวกล้าในไฮ่นาได้ปล่อยพ้นจากภัยทั้งหลาย เป็นต้นว่า แมงบ้ง ปู หอย ขออย่าเบียดเบียน หื้อธัญญาหารข้าวกล้าในไฮ่นาจุ่งวุฒิจำเริยแก่ผู้ข้าเที่ยงแท้ดีหลีแด่เตอะ

การไถ การเฝือ การฮาย และเต็กเปียง
การไถ
             หลังจากแฮกนาแล้ว ชาวนาจะออกไปไถนา ตอนเช้าเริ่มตั้งแต่ 6 โมงไปจนถึง 7-8 โมง ก็พักรับประทานข้าว ปล่อยควายให้กินหญ้า ตอนบ่ายเวลาบ่าย 3 โมงไปจนถึง 4-5 โมง ก็จะหยุดพักปล่อยให้ควายกินหญ้า และพักผ่อนใกล้ค่ำ นำควายมาผูกไว้ที่ผามควาย หรือห้างควาย นิยมนำไปผูกไว้บนโคกข้าง ๆ นา เมืองเหนือเรียกว่าดอนนา ทางอีสานเรียก เถียงนา ตามปกติชาวนาจะนำควายไปพักที่ห้างนาเลยทีเดียว เพราะใกล้ที่ไถนาไม่ต้องเดินทางไปมา ระหว่างนาและบ้าน ซึ่งลำบากและเสียเวลา

การเฝือ
             การเฝือ ก็คือการคราดขี้ไถในนา การเฝือหรือคราดนี้มี 2 วิธีคือ “การค้าวขี้บัก ละการเฟื้อขี้บักการค้าวขี้บักนั้น ได้แก่การนำคราดครูดเอาขี้ไถไปกองไว้เป็นตอน ๆ เพื่อกำจัดหญ้าวัชพืชทั้งหลาย พอการคราดเฝือเอาขี้บักไว้ทั่วแล้ว ชาวนาจะพลิกขี้ไถอีกเป็นหนที่ 2 เพื่อให้หญ้าเน่าจะเป็นปุ๋ยในการปลูกข้าวต่อไป

การฮาย
             การฮายคือการเกลี่ย ได้แก่การนำเฝือหรือคราดเกลี่ยขี้บัก ให้กระจายออกทำให้เนื้อที่นาเรียบดียิ่งขึ้นเพื่อจะเตรียมปลูกข้าวต่อไป การที่ชาวนาใช้เฝือหรือคราดกระจายขี้ไถออกไปทั่ว บางครั้งก็ใช้เฝือหรือคราดครูดดินส่วนที่สูงไปหาที่ต่ำ ทำให้เนื้อที่นาเสมอกันและเตรียมดินสำหรับทำข้าวกล้าต่อไป

การเต็กเปียง
             การเต็กเปียง คำว่า เต็ก คือการกด ให้ราบเรียบเปียงคือการทำให้ราบเรียงเสมอกัน เช่น การฉาบปูนเป็นต้น แต่ในกรณีเปี๋ยงของชาวนานี้ เป็นไม้ไผ่เอาเจาะรูสำหรับสอดซี่เฝือ หรือคาดใช้สำหรับกดเนื้อดินในนาให้ราบเรียบ การปักดำจะได้สะดวก และง่ายขึ้นดังกล่าว

การหลกกล้า
             การหลกกล้า คือ การถอนกล้าจากที่หว่านเตรียมไว้ ทางล้านนาเรียนกว่า ต๋ากล้า มีวีถอน 2 แบบ คือ
             1. การหลกเพื่อจะนำไปจ่อมหรือจำกล้า ใช้สำหรับชาวนาที่ทำนาในที่ลุ่มหรือนาน้ำมาก (นาโฮ้ง) ซึ่งจะเอากล้าที่อ่อนอยู่ไปปลูกน้ำจะท่วมตายง่าย เกษตรกรจึงใช้วีเอากล้าอ่อนไปจ่อมหรือจำไว้ก่อน พอต้นข้าวโตขึ้น จึงจะถอนอออกไปปลูกในแปลงนาข้าวที่ลุ่มต่อไป แบบนี้ได้ผลทางข้าวกล้าไม่ตาย แต่ไม่ค่อยมีหน่อมากเหมือนข้าวกล้าที่นำไปปักดำเลย
             2. การหลกกล้าอีกวิธีหนึ่ง ก็คือ การถอนแล้วนำไปปลูกได้ทันที วีการนี้ใช้ตอกมัดไว้ ประมาณ 1 กำมือ เอามีดตัดปลายกล้า แล้วนำไปใส่กระชุ หรือก๋วย หาบไปยังบริเวณที่จะปักดำต่อไป

การปลูกนาหรือดำนา
             ภาคเหนือใช้การปลูกกล้าข้าวว่า “การปลูกนา” ตรงกับคำภาคกลางว่า ดำนา วิธีปลูกนานั้นมักจะมีคนนำปลูกไปก่อน จะมีคนปลูกตามไปคนละ 2 กองหรือ 2 แถว 3 แถว แล้วแต่จะถนัด ปลูกไปจรดคันนาอีกด้านหนึ่ง (โดยการปลูกวิธีถอยหลัง)
             การปลูกนั้นนิยมทำกัน 2 แบบ คือ การช่วยกันปลูกด้วยการเอามื้อ หรือโดยวิธีการปลูก โดยจ้าการปลูกโดยวิธีเอามื้อ คือ ชาวบ้านจะมาช่วยกันปลูกเป็นวัน ๆ ไป ถ้าบานนายมา นางแก้ว มาช่วยบ้านนายอินทร์ วันนี้ 2 คน เรียกว่ามา 2 แรง หากนายมานางแก้วจะปลูกวันต่อไปนายอินทร์ต้องไปช่วย 2 แรง เช่นเดียวกัน หากในบ้านไม่มีคนเพียงพอ ก็ต้องจ้างคนอื่นไปช่วยจนครบ การเอามื้อ การทำแบบนี้นิยมมาตั้งแต่โบราณเป็นลักษณะสังคมนิยม คือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ต้องจ้าง แต่มีธรรมเนียนมอยู่อย่างหนึ่งคือ เจ้าของนาต้องเลี้ยงดูผู้มาช่วยนาด้วยการเลี้ยงข้าวกลางวันอาหารก็เป็นแบบพื้นบ้าน เช่น แกงหยวกใส่ไก่ แกงฟักใส่ไก่ น้ำพริกปลา หรือแกงแค ข้าวเป็นข้าวเหนียวนึ่ง บางแห่งเลี้ยงมือเย็นด้วย ถ้าหากงานปลูกนายังไม่เสร็จ หรือทำไปจนค่ำ เจ้าของบ้านเชิญแขกที่มาช่วยรับประทานอาหารอีกมื้อหนึ่ง การปลูกวิธีการจ้าง สมัยต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน เหตุการณ์ทางสังคมเปลี่ยนแปลงจากสภาพแหงการอยู่อย่างพี่น้องช่วยกันทำงานต่าง ๆ คนที่ต้องการเร่ง หรือคนที่มีเงินจะจ้างคนปลูกโดยเหมาะปลูกเป็นปั้น หรือแปลงเลยทีเดียวไม่ต้องเลี้ยงดูอะไร เพียงแต่จ่ายค่าแรงให้เท่านั้น วิธีการนี้เป็นวิธีของนาทุนที่ต้องการทุ่นเวลา เพื่อจะไปหาเงินหรือทำงานอื่นอีกต่อไป การจ้างจึงเป็นสิ่งสำคัญในเศรษฐกิจปัจจุบันแต่เป็นผลเสียในด้านวัฒนธรรมทำให้การช่วยเหลือกันฉันพี่น้องหมดไป

การลิมนาและหลกหญ้า
             หลังจากการปลูกนาหรือดำนาไประยะหนึ่ง ประมาณ 10-15 วัน ข้าวจะ “ถอดทางแล” คือการผลิใบออกเป็นพวงประดุจหางนกแลหรือนกแก้ว ชาวบ้านเรียกสั้น ๆ จากหางนกแล เป็นหางแล คือปลายข้าวมีสภาพดังหางนกแก้ว หากมีเนื้อที่ที่นาบางแห่งไม่มีข้าวกล้า เพราะอาจถูกปูหรือปลา เต่ากัดกินเสีย ชาวนาจะต้องทำการซ่อม คือเอากล้ามาดำปลูกเพิ่มเติมใหม่การทำแบบนี้ภาคเหนือเรียนกว่า “การลิมนา” ชาวนาจะต้องตรวจดูทุกแปลงถ้าตรงไหนว่าง ก็จะทำการลิมให้เต็มหมด หลักจากปลูกได้ประมาณ 1 เดือน นั้น หญ้าหรือวัชพืชอื่น ๆ จะขึ้นในนาเป็นอันมากคราวนี้ชาวนาจะต้องระดมกันถอนหญ้า หรือหลกหญ้าเป็นการใหญ่ เขาจะนำไปกองไว้ตามค้นนาบางคนเอาใส่ไว้ใน “ส้อหล้อ” คือไม้ไผ่สานเสียบไว้ตามในนา
บางแห่งชาวนาจะเหยีบหญ้าให้จมเข้าไปในโคลนเลย ต่อมาหญ้าจะเน่ากลายเป็นปุ๋ยต่อไป

ระบบทดน้ำ
             ในภาคเหนือจะมีชื่อระบบการทดน้ำต่าง ๆ เป็นชื่อที่เรียกกันในท้องถิ่น คือ
             1. ฝาย คือ ทำนบน้ำที่ใช้วัสดุอุปกรณ์ในท้องถิ่น ทำกั้นน้ำจากแม่น้ำลำธารเข้ามาในแม่น้ำลำธารของตนด้วยเหตุว่าท้องที่บางแห่ง ท้องนาจะสูงจากระดับน้ำไปบ้าง ถ้าจะปล่อยน้ำให้ไหลตามธรรมชาติจะไม่ได้ต้องทำฝายคือ ทำนบกั้นไว้ บังคับน้ำไปตามคลองส่งน้ำ หรือเหมืองน้อย ภาคกลางเรียกเหมืองซอย หรือเหมืองฝาย มีคามสำคัญต่อภาคเหนือ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไดกล่าวถึงเหมืองฝายเป็นความสำคัญยิ่ง มีกฎหมายคุ้มครอง เช่น มาตรา 1 ผู้ใดอุกอาจยาดฝาย (การทำลายทำนบ) ท่านเสียหาย ฟันหลักฝาย มองฝาย (มองโดยปกติ หมายถึง กระเดื่องตำข้าว ชนิดที่อาศัยพลังน้ำตำข้าว เรียกว่า มองน้ำ) ของท่านเสียหายให้ไหม 33,000 เบี้ย
ฝายเล็ก 53 เงิน ผู้ใดล่งแพใหญ่ ถ่อแพไม่ไหว จนชนฝายท่าน ทะลุเสียราน ให้มันสร้างชดใช้ไม่ได้ ให้คิดราคา ฝายใหญ่ 53 เงิน ฝายเล็ก 23 เงิน เพราะเกินกำลังมันต่อพายไหว จะเห็นได้ว่าการเกษตรเป็นหัวใจความเป็นอยู่ของมวลชนในภาคเหนือโดยเฉพาะฝาย นั้น หรือทำนบบางแห่งเป็นทำนบใหญ่ มีชาวนาร่วมกันใช้น้ำเป็นจำนวนมากหลายพันหลายหมื่นไร่ การทำฝายนั้น เมื่อใกล้ฤดูทำนา นายเหมืองฝาย หรือ กุมเหมืองฝายจะปกป่าวชาวนาช่วยการสานกระชุจำนวนหนึ่ง เพื่อใส่หินหรือกวด ชาวนาคนหนึ่งอาจได้ 10-20 กระชุนั้น ก็แล้วแต่จะตกลงกัน พร้อมแส่หรือแสว่ ทำด้วยไม้ไผ เสี้ยมให้แลหมอย่างหอกขัด สิ่งเหล่าสี้จะนำไปที่หัวฝายคือ ต้นทำนบ ช่วยตีแสว่ลงไปเป็นกระดานเรียงรายกั้นแม่น้ำให้พอเสร็จแล้วโยนกระชุใส่หินลงไป มันจะกั้นทางเดินทางน้ำด้านล่างไว้ น้ำจะเอ่อขึ้นไหลเข้าไปในลำเหมือง ยิ่งทำนบสูเท่าไรน้ำจะไหลเข้าเหมืองมากเท่านั้น
ลักษณะฝายหรือทำนบนี้ มีอยู่ทั่วไปในภาคเหนือ เรียกกันทางภาษากฎหมายปัจจุบันว่า ชลประทานราษฎร์ หมายถึง ทำนบหรือฝาย และลำเหมืองที่ราษฎร์ร่วมกันทำเพื่อเอาน้ำไปหล่อเลี้ยงที่การเกษตรของตนมีฝายใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ตามลักษณะของแม่น้ำลำคลอง และจำนวนท้องที่นา
สมัยต่อมาทางรัฐได้มีความเห็นว่า การชลประทาน มีความสำคัญต่อการเกษตรอย่างยิ่ง จึงหาทางทำการกั้นน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย ตัวอย่างเช่นชลประทานแม่แฝก ชลประทานแม่แตง ชลประทานแม่ลาว เป็นต้น ในกรณีนี้มักจะเรียกกันว่า ชลประทานหลวง หมายถึง ได้รับงบประมาณจากเงินงบประมาณแผ่นดิน
             2. แต หมายถึง บริเวณที่แบ่งน้ำเข้าสู่ลำเหมืองของราษฎร ตั้งอยู่หลังทำนบ อาจจะแบ่งเป็น2-3 สายก็ได้มีบ้านหลายแห่งจะตั้งชื่อตามแหล่งของแต คือ ที่แบ่งน้ำนี้ว่า บ้านแม่แต บ้านหัวแต บ้านหางแต บ้านสบแต เป็นต้น
             3. ปุม ได้แก่ ทำนบเล็กในลำเหมือง หรือลำกระโดง ตรงกับนาของชาวนาแต่ละแปลง เขาจะทดน้ำเพื่อไหลเข้าไปในนาที่ต้องการ แต่การทดน้ำนั้นต้องทำช่องว่างไว้กลางปุ่ม เพ่อให้น้ำไหลลงไปบ้าง มิใช่จะกั้นสูงจนน้ำมิสามารถไหลผ่านไปหานาของคนอื่น ๆ หากชาวนาคนใดกั้นปุ่มสูงใช้น้ำคนเดียว คนอื่น ๆ จะต้องไปฟ้องร้องต่อแก่เหมืองฝายมากล่าวว่า หรือจัดการปรับไหมแล้วแต่กรณี นี้ชาวบ้านจะทำการกั้นตรงที่นาของตนทุกคนไป
             4. ต๊าง คือ ช่องทางน้ำไหลเข้าในนา ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ต๊าง ก็คือ ตางหรือทางน้ำนั่นเอง สำเนียงพูดล้านนาตัวอักษร ท ทักจะออกเสีงเป็น ต เช่น ทาง เป็นตาง ทาน เป็นตาน ต๊าง คือทางน้ำที่อู่ใกล้ปุมนั่นเอง
             5. ข่าง คือ การเปิดต๊าง หรือบริเวณที่กั้นนำไว้ เพื่อให้น้ำไหลเข้านา หรือเนื้อที่สำหรับทำเกษตร
             6. ยอย คือ การเปิดน้ำให้ไหลไปสู่นาต่อไป จากนาที่มีต๊างอยู่ ชาวบ้านมักจะเรียก “ไหลเข้าปากต๊างแล้วยอยลบงนาไฮ่อื่นคำนี้ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นทยอยของภาคกลาง มีความหายไปในเชิงว่า การไหลทีละน้อย ๆ แต่ไม่ขาดสาย หรือให้ไหลทีละน้อยแต่ไม่ขาดสาย
             7. ลดน้ำ หมายถึง การเปิดน้ำให้ไหลลงสู่ลำเหมือง หรือลดจากนาแปลงที่สูง ลงสู่ที่ต่ำ การลดน้ำในนานี้ทำได้ 2 กรณีคือ ตอนปลูกข้าว ดำนาและพอข้าวรัดตัว ชาวนาจะลดน้ำในนาให้แห้ง เพื่อจะได้เกี่ยวข้าวสะดวก บางแห่งแม้จะลดก็ทำไม่ได้ เพราะนาอยู่ในที่ลุ่ม ชาวนาต้องทนเกี่ยวไปด้วยความทุกข์ทรมาน
             พิธีแฮนาและการทำนาอย่างโบราณ นับวันจะหมดไปจากการประพฤติปฏิบัติของประชาชนชาวไทยเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ อาทิ การเกษตรได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทน เช่นใช้รถไถแทนใช้ควายไถ ซึ่งทำให้เจ้าของไม่มีเวลาที่จะทำพิธีเนื่องจากไม่ได้ไถด้วยตนเอง อีกประการหนึ่งความเชื่อของคนสมัยนี้มิได้รับการสืบทอดและชี้ให้เห็นถึงประโยชน์การทำพิธีว่าดีอย่างไรเมื่อไม่เป็นว่าเป็นสิ่งอำนวยสาระแก่ตนก็ทอดทิ้งหรือปล่อยให้เลือนหายไป ดังนั้นการทำให้คนสมัยใหม่เข้าใจ ความสำคัญของการเกษตรและประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามระเบียบพิธีแต่โบราณจะทำให้การเกษตรของเราได้รับการพัฒนาทั้งด้านประเพณีและเทคโนโลยีสมัยใหม่ควบคู่กันไป

กลับด้านบน

ป๋าเวณีเข้าพรรษา

             วันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา มีธรรมเนียมของสงฆ์อยู่วาพระสงฆ์ทุกรูปที่บวชใหม่ และบวชมานานมีพรรษามาก จะอยู่ในแห่งหนตำบลใดก็ตามกล่าวคือ อธิษฐานเพื่ออยู่ประจำในวัดใดวัดหนึ่งที่ตนทำพิธีอธิษฐานนั้น ตลอดเวลา 3 เดือนในฤดูฝน สาเหตุที่พระสงฆ์จะต้องจำพรรษานี้ท่านกล่าวไว้ในภาษาบาลี วัสสูปนายิกาขันธ์คัมภีร์มหาวรรค พระวินัยปิฏกว่า
             ประเพณีในมัชฌิมประเทศสมัยโบราณ คือ อินเดียตอนเหนือที่เที่ยวไปมาอยู่เสมอนั้น จากเมืองโน้นไปเมืองนี้ จากเมืองนี้ไปเมืองนั้น เป็นคนที่เป็นพ่อค้าเที่ยวค้าขายก็ดีผู้ประพฤติตนเป็นนักบวช ไม่มีห่วงใยเที่ยวไปมาอยู่ เช่นพวกเดียรถีย์ และปริพาชกต่าง ๆ ก็ดี เมื่อถึง ฤดูฝนก็หยุดพักแรม ณ เมืองใดเมืองหนึ่งเมื่อสิ้นฤดูฝนแล้ว จึงเดินทางต่อไป เพราะภูมิประเทศสมัยนั้นเมื่อฝนตกย่อมเป็นโคลนเลน ทั่วไป ไม่สะดวกแก่การเดินทาง ในฤดูฝน เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปมาอยู่ในเมืองต่าง ๆ ทั่วมัชฌิมประเทศ มิได้ประทับอยู่ในเมืองหนึ่งเป็นประจำ แต่เมื่อถึงฤดูฝนพระองค์ก็หยุดประทับอยู่เมืองใดเมืองหนึ่ง เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ พระสงฆ์ทั้งหลายเมื่อยังมีน้อย และดำรงอยู่ในโลกุตรคุณรู้จักการอันสมควร ลาไม่สมควรต่างก็หยุดพักเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่พระพุทธเจ้าต้องบัญญัติวินัยให้พระสงฆ์จำพรรษา เหตุการณ์เรียบร้อยตลอดมาจนกระทั้งมีภิกษุมากขึ้น วันหนึ่งพระพุทธเจ้าต้องบัญญัติวินัยให้พระสงฆ์จำพรรษ เหตุการณ์พวกหนึ่งเรียกว่า “ฉัพพัคคีย์” คือมี 6 รูปด้วยกันเที่ยวไปเที่ยวมาทุกฤดูกาล ไม่หยุดพักเลย แม้ในฤดูฝนก็ยังเที่ยวเยียบย้ำข้าวกล้าและสัตว์ขนาดเล็ก ๆ ตายด้วยฝีเท้า คนทั้งหลายต่างติเตียนว่า แม้พวกเดียรถีย์และปริพาชกเขายังหยุด ที่สุดจนกนยังรู้จักทำรังบนยอดไม้เพื่อหลบฝนแต่พระสมณศากยบุตรทำไมยังเที่ยว 3 ฤดู เหยียบย่ำข้าวกล้าและต้นไม้ที่เป็นของมีชีวิติ อยู่ และสัตว์ให้ตายเป็นอันมาก ความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์จำพรรษาด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ พระสงฆ์จึงต้องจำพรรษาเป็นต้นมา และมีวันเข้าพรรษา รับกันต่อมาจนถึงกาลบัดนี้ การที่นิยมเรียกว่า ฤดูฝนนั้น มีกำหนด 4 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 8 จนถึง 15 ค่ำ เดือน 12 การจำพรรษาของพระสงฆ์จึงมีกำหนด 3 เดือน
             การที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตวันเข้าพรรษาไว้ 2 วัน วันเข้าปุริมพรรษาและวันเข้าปัจฉิม ก็เพื่อว่าพระสงฆ์จะจำพรรษาในวันเข้าปุริมพรรษาไม่ทันด้วยเหตุจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีโอกาสเลื่อนไปจำพรรษาในวันปัจฉิมพรรษาได้ วันเข้าพรรษาถึงแม้จะมี 2 ระยะ ก็จริงแต่ถือว่าสำคัญและปฏิบัติเป็นธรรมเนียมโดยทั่วกันนั้นนิยมวันเข้าปุริมพรรษาซึ่งเป็นวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 เป็นวันเข้าพรรษานั่นเอง
             สถานที่ที่พระสงฆ์จำพรรษานั้น พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้จำพรรษาในกลางแจ้ง ในโพรง และในตุ่ม ซึ่งไม่ใช่เสนาสนะ คือไม่ใช่ที่อยู่อาศัย ทรงอนุญษติให้จำพรรษาที่มีกุฎิบัง มีหลังคาและฝารอบขอบชิด แบะต้องอยู่ให้ครบ 3 เดือน หากอยู่ไม่ครบ 3 เดือน หลีกไปเสีย พรรษาต้องอาบัติคือโทษขนาดเบาเรียกว่าอาบัติทุกกฎถ้ามีภัยอันตรายเกิดขึ้นจะอยู่ในที่นั้นไม่ได้ เช่น น้ำท่วม หรือชาวบ้านถิ่นนั้นต้องอพยพไปอยู่เสียที่อื่น เป็นต้น ก็ทรงให้ไประหว่างพรรษาได้ไม่เป็นการอาบัติหรือเป็นกิจจำเป็นต้องไปแรมที่อื่น เช่น กิจนิมนต์ กิจเกี่วกับพระศาสนา ตลอดจนพระอุปัชฌาย์ อาจารย์อาพาธ เป็นต้น ทรงอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหสันนิวัติ คือไปแล้วกลับมาภายหลัง 7 วันพรรษา ไม่ขาดพิธีอธิษฐานพรรษา เมื่อถึงวันเข้าพรรษาพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันในโรงพระอุโบสถทำวัตรสวดมนต์เสร็จแล้ว เปล่งวาจาอธิษฐานพร้อมกันว่า อิมัสมิ อาวาเส อิม เตมาส์ สวส์ อุเปมิ (ว่า 3หน) ข้าพเจ้าจำพรรษาพร้อมกันในอาวสานี้ตลอด 3 เดือน “ดังนี้เมื่อออกจากโรงพระอุโบสถ แล้วกลับไปถึงที่อยู่ คือ กุฎิ ทำความสะอาดปัดกวาดเรียบร้อยแล้ว ตั้งน้ำฉันไว้แล้ว กล่าวคำอธิษฐานในกุฎิอีกว่า อิมัสมิ วิหาเร อิม์ เตมา ส สวสส อุเปมิ (ว่า 3 หน) แปลว่า ข้าพเจ้าจำพรรษาในกุฎินี้ตลอด”
             ยังมีอีกพิธีหนึ่งซึ่งเป็นพิธีเกี่ยวเนื่องกับการเข้าพรรษาคือพิธีขอขมาโทษ วิธีปฏิบัติคือผู้น้อยหาดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปหาพระผู้ใหญ่ กล่าคำขอขมาโทษเป็นใจความว่า “ขอขมาโทษที่ได้ล่วงเกินทางวาจา กาย ใจ เพราะความประมาท” แล้วพระผู้ใหญ่ก็กล่าวตอบเป็นใจความว่า “ ข้าพเจ้าขอยกโทษให้แก่ท่านก็พึงยกโทษให้ข้าพเจ้า” พระผู้น้อยก็กล่าวว่า “ข้าพเจ้ายกโทษให้” เป็นอันว่าต่างฝ่ายต่างยกโทษให้แก่กันและกัน เป็นวิธีสมานสามัคคีดีอย่างยิ่งพิธีขอขมาโทษนี้ทำภายหลังจากอธิฐานพรรษาแล้ว

การเข้าพรรษาของชาวบ้าน
             กิจกรรมเกี่ยวกับการเข้าพรรษานอกจากจะเป็นกรณียกิจที่พระสงฆ์ได้ทำกันมาจนเป็นประเพณีแล้วชาวบ้านที่นับถือพุทธศาสนาก็ถือการเข้าและออกพรรษา เป็นงานสำคัญของตน ด้วยในฐานะเป็นสวนหนึ่งของพระพุทธเจ้าอันได้แก่ 1.พระภิกษุ 2. ภิกษุณี 3. อุบาสก 4. อุบาสิกา โดยพฤตินัยชาวบ้านที่ประพฤติตนเป็นอุบาสก อุบาสิกา จะต้องมีพิธีที่เข้าพรรษาด้วยเหตุผลดังนี้
             1.การหยุดเดินทางในหน้าฝนนั้นเนื่องจากสมัยโบราณผู้ชายมีบทบาทมากในการหาเลี้ยงครอบครัว มีภารกิจติดต่อค้าขาย ออกจากบ้านของตนไปสู่สถานที่ห่างไกลพักแรมไปตามหมู่บ้าน ตำบลต่าง ๆ เช่น การขายมีด การขายเสื้อผ้า การขายยาสูบ ขายเครื่องประดับ เป็นต้น ในฤดูแล้งซึ่งการเดินทางสะดวก เมื่อถึงฤดูฝนแผ่นดินชุ่มด้วยน้ำเต็ม ทางเดินเป็นโคลนตมไม่สะดวกต่อการ ภายใน 3 เดือนนี้จะไม่เล่นการพนันชนิดนั้นอย่างเด็ดขาด บางคนก็อธิฐานใจด้วยตนเอง บางคนปฏิญาณต่อหน้าพระสงฆ์เป็นพยาน แล้วก็จะปฏิบัติตามคำอธิฐานหรือคำปฏิญาณนั้นตลอด 3 เดือน

กลับด้านบน

ป๋าเวณีถวายผ้าอาบน้ำฝน

             ผ้าอาบน้ำฝนที่เรียกกันว่า“วัสสิกพัตร”นั้นเป็นสิ่งที่ชาวพุทธในภาคเหนือนิยมถวายแก่พระสงฆ์ในงานเข้าพรรษา เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่พระสงฆ์ ที่เข้าประจำอยู่ในวัด พระยาอนุมานราชธนได้เขียนไว้ในเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรมของชาวพุทธอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับวันเข้าพรรษา คือการถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุสงฆ์ เดิมทีเดียวนั้น พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุใช้ผ้า 3 ผืน ซึ่งรวมเรียนกว่าไตรจีวร คือ สงบ ได้แก่ ผ้านุ่ง 1 จีวร ได้แก่ผ้าห่ม 1 สังฆาฎิ แก่ผ้าพาดบ่า 1 ยังไม่ได้ทรงอนุญาตให้ใช้ผ้าอาบน้ำฝนครั้งเวลาฝนตกภิกษุที่จะอายน้ำในก็ไม่มีผ้าที่จะนุ่งอาบ จะต้องเปลี่ยนกายอาบน้ำฝน
             วันหนึ่งนางวิสาขาใช้หญิงคนใช้ให้เข้าไปในวัดขณะฝนตก หญิงคนใช้เห็นภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนจ่าเป็นพวกเดียรถีย์ จึงกลับไปบอกนางวิสาขา นางวิสาขาจึงได้กราบทูลพระพุทธเจ้า เพื่อขอพระบรมพุทธานุญาติถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่ภิกษุรับผ้าอาบน้ำฝนตังแต่นั้นมา และได้กลายเป็นประเพณีถวายผ้าอาบ้ำฝนจนบัดนี้
             ผ้าอาบน้ำฝนนั้น มีกำหนดไว้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตคือ กว้างศอกคืบ 14 นิ้ว 1 กระเบียดกับ 2 อนุกระเบียด ยาว 4 ศอก กับ 3 กระเบียด ทำยาวหรือกว้างกว่านี้ใช้ไม่ได้เป็นโทษแก่ภิกษุ เวลาที่จะถวายผ้าอาบน้ำฝนนั้น มีพระพุทธบัญญัติไว้ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 7 ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นเวลาก่อนเข้าพรรษา 1เดือน
             เวลานี้เป็นระยะเวลาที่ภิกษุจะแสวงหาผ้าอาบน้ำฝนได้ ผู้ประสงค์ที่บำเพ็ญถูกต้องตามพระพุทธานุญาตจึงหาผ้าอาบน้ำฝนมาถวายในระยะนี้ ที่ปฏิบัติกันทั่วไปนิยมถวายกันในวันขึ้น 15 ก่อนพรรษา 1 วัน เพราะวันนี้เป็นวันธรรมสวนะ และเป็นวันอาสาฬหบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั่วไปประชุมกันที่วัดเป็นปกติอยู่แล้ว จึงถือโอกาสถวายผ้าอาบน้ำฝนในวันนั้น
             หน้าที่องชาวพุทธ เมื่อถึงวันเข้าพรรษา นอกจาจะจัดดอกไม้ ธูปเทียน และของใช้ประจำอื่น ๆ เช่น สบู่ แปรงสีฟัน สีย้อมผ้า และยารักษาโรค เป็นต้น ไปถวายพระเถระอุปัชฒาย์อาจารย์ที่ตนเคารพนับถือแล้วพึงทำจิตใจของตนให้สะอาด ปราศจากความอิจฉาริษยาพยาบาท ให้อภัยในความผิดพลาดหรือสิ่งที่ล่วงเกินซึ่งกันและกันที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไม่ถือเป็นสาเหตุโกรธเคืองกัน เพื่อเป็นกำลังใจในการบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาเพื่อให้เจริญถาวรก้าวหน้าเป็นพุทธบูชา และตั้งจิตอธิษฐานว่าจะงดเว้นจากความชั่วทั้งปวง ประกอบแต่คุณงามความดีตลอดเวลาเดือนในพรรษานี้ ก็จะเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เพื่อที่จะบันดาลให้ได้รับความสุขอันยิ่งใหญ่ในจิตใจอันสืบเนื่องมาจากมีความอิจฉาพยาบาทในจิตใจ และผลจากการบำเพ็ญคุณงามความดีตามที่ได้อธิฐานใจไว้ตาควรแก่อัตภาพ

ป๋าเวณีตานขันข้าว

             ประเพณีตานขันข้าว คือ การถวายสำรับกับข้าวหรือถวายถาดใส่ข้าวและอาหาร ซึ่งประชาชนชาวเหนือนิยมทำกันมาช้านานแล้ว โดยความมุ่งหมายคือ
                1. ทานขันข้าว เพื่อตัวเอง
                2. ทานขันข้าว เพื่ออุทิศแก่บรรพชน
                3. ทานขันข้าว เพื่อบูชาคน
                4. ทานขันข้าวเพื่อบูชาเทพยดาทั้งหลาย
             การทานขันข้าวเป็นกรณียกิจอย่าหนึ่งเนื่องด้วยความกตัญญู กตเวที และความเป็นคนมีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ของประชาชน เมื่อได้ทำกันเป็นประจำจนกลายเป็นประเพณี การปฏิบัติสืบกันมาไม่ขาดสายจนกระทั่งทุกวันนี้

ตานขันข้าวเพื่อตัวเอง
             คือ การทำบุญด้วยการเอาข้าวปลาอาหารใส่ถาด ใส่ขันโตก ยกไปถวายพระสงฆ์ คล้ายกับการทำสังฆทานของประชาชนในภาคกลาง นำไปถวายประเคนพระพร้อมกับบอกว่า “ตานไว้เสวยภายหน้า” คือทำบุญไว้เพื่อรับผลบุญในชาติหน้า ผู้ถวายเข้าประเคนพร้อมกับขวดน้ำให้พระสงฆ์กรวดน้ำหรือหยาดน้ำให้นั้นเพราะเห็นว่าพระสงฆ์เป็นผู้ทรงศีล เป็นบุญเขตเนื้อนาบุญที่ผู้ถวายหวังใจว่าจะเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่แก่ตน

การถวายตานขันข้าว เพื่ออุทิศหาบรรพชนมี 2 ขั้นตอนคือ
             1. เมื่อญาติพี่น้องถึงมรณกรรมลง วันรุ่งขึ้นญาติจะแต่งดาขันข้าวและนำไปถวายแด่พระสงฆ์ในวัดทั้งตอนเช้าและตอนกลางวัน พร้อมกับขอพระสงฆ์ อุทิศกุศลให้แก่คนที่ตายนั้นด้วย พระสงฆ์จะให้พรเป็นคำโวหารอุทิศส่วนกุศล พร้อมกับหยาดน้ำว่า “ด้วยเตชะ ผลบุญราศรี อันนี้นามีมาก (ชื่อผู้ถวาย) ได้ทำแล้วมากนานา ขออุทิศไปหายังผู้มรณ ตายจากชีวิตพรากไคลคลา มีนามกรว่า (ผู้ตาย) แม้นว่าได้วางอารมรณ์อาลัย มรณะจิต ไปบ่จ่าง ตกท้องหว่างจตุอะบาย ร้อนบ่ได้อาบ อยากบ่กินดั่งอั้นก็ดี ขอบุญกุศลอันนี้ไปปกยกออกจากที่ร้าย ย้ายมาสู่ที่ดี หื้อได้เกิดเป็นเทวบุตร เทวดา อินทาพรหมตนประเสริฐ ผลบุญนี้จะเกิดเป็นผลอันประเสริฐ ดั่งเงาเทียมตนอย่าคลาด บุญนี้อย่าขาดสูญหาย ไปเถิงเมื่อยามเจ้าหื้อได้กลายเป็นง้าวงายไปเถิงเมื่อยามขวาย กลายเป็นแพรพรรณแผ่นผ้า ไปเถิงเมื่อยามหล้า หื้อเป็นวุรรณนาวาลำประเสริฐนำเอา (ผู้ตาย) ไปเกิดท่างดีตกปางภายลูนหื้อเข้าสู่เวียงแก้ว คือที่แล้วมหานิพานนั้นจุ่งจักมี เที่ยงแท้ดีหลี สัพพีติโย ฯลฯ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง”
             2. การทำบุญอุทิศหาบรรพบุรุษมี พ่อ แม่ ปู่ ยา ตา ยาว ในคราวงานเทศกาล เช่น วันพญาวันปีใหม่วันเข้าพรรษา เดือนสิบสองเพ็ญ วันเดือนยี่เป็ง วันเหล่านี้ประชาชนในภาคเหนือจะนำเอาขันข้าวไปถวายแก่พระสงฆ์ในวัดอุทิศบุญกุศลเป็นกตัญญูกตเวที โดยพระสงฆ์จะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลตามที่ประชาชนระบุชื่อ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือ บิดา มารดา ญาติของตนที่ล่วงลับไป

มูลเหตุแห่งการทำบุญอุทิศหาผู้ตาย
             คัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่สำคัญหลายคัมภีร์ได้กล่าวถึงการทำบุญหาบุรพชนอาทิ
             - เราองพระเจ้าพิมพิสาร อุทิศบุญแก่พระญาติของพระองค์ในคัมภีร์เปรตพลี
             - เรื่องพระมาลัยที่กล่าวถึงพระมาลัยเถระไปพบกับพระยายามราชในนรก และพระยายมราชสั่งมาบอกแก่ประชาชนในชมพูทวีปขออุทิศกุศลให้ญาติพี่น้องที่มาทุขก์ทรมานในนรกภูมิ เรื่อง อมตปัญหา หรือพราหมณ์ปัญหาเป็นคัมภีร์ที่นักปราชญ์ภาคเหนือ แต่งไว้มีเรื่องกล่าวถึงดังนี้ “พราหมณ์และนางพราหมณี ในเมืองสาวัตถีมีลูกชายผู้เดียว เป็นที่รักจำเริญใจอย่างยิ่งได้รับการบำรุงเลี้ยงอย่างดี เพราะพราหมณ์เป็นคนมีฐานะร่ำรวย ต่อมาลูกชายคนเดียวองเขาได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคระบาด พราหมรณ์มีความโศกเศร้าเสียใจมาก เมื่อส่งสักการศพโดยนำไปฝังไว้ที่ป่าช้าแล้ว แต่นั้นพราหมณ์ให้คนเอาข้าวปลาอาหารไปส่งให้ลูกชายที่ป่าช้าทุกวันเป็นเวลานานถึง 12 ปี วันหนึ่งคนใช้นำอาหารไปส่งที่ผังศพทางป่าช้านั้นเกิดน้ำท่วมไม่สามารถข้ามน้ำไปได้ คนใช้ก็เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตรอยู่ คนใช้ของพราหมณ์จึงเกิดคามคิดว่า ข้าวและอาหารนี้จะเอาไปส่งไว้ที่ศพก็ข้ามน้ำไม่ได้ คั้นจะเอาทิ้งก็เสียดาย พระคุณเจ้ารูปนี้กำลังแสวงหาอาหารอยู่ เราเอใส่บาตรรถวายท่านเสียก็คงดีกว่าเอาไปทิ้งเมื่อคนใช้พราหมณ์คิดได้ดังนี้ก็นำเอาข้าวและอาหารถวายพระ พร้อมกับออกปากอุทิศส่วนกุศลให้ลูกชายของพราหมณ์ที่ถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น
             บุญอานิสงส์ในการใส่บาตรรพระและอุทิศบุญของคนใช้ทำให้ดวงวิญญาณของลูกชายเศรษฐีได้รับพลังแห่งบุญกุศล มีความสุขและชื่นชมยินดี ตอนกลางคืนได้ไปสำแดงตนแก่พราหมณ์ ผู้เป็นพ่อและกล่าวว่าพ่อคงจะไม่รักลูกแน่ ๆ เพราะตังแต่ลูกตายไป 12 ปี แล้วลูกเพิ่งได้กินอาหารที่อร่อยวันนี้เอง ว่าแล้วก็หายวับไปพราหมณ์ตกใจมากและดีใจที่ลูกได้แสดงตนให้เห็น รุ่งขึ้นจึงเรียกคนใช้มาคาดคั้นว่า “ให้นำอาหารไปส่งลูกชายที่ป่าช้าเป็นเวลาตั้ง 12 ปี แล้วเองคงนำไปไม่ถึง คงจะเอาไปกินเสียเองมากกว่าใช่หรือเปล่า
             คนใช้พราหมณ์ตอบว่า “ข้าแด่นาย ผมนำไปทุกวันไม่ขาดเป็นเวลา 12 ปี แล้ว วานนี้ผมทำผิดไม่ได้ไปส่งที่ป่าช้า เพราะน้ำท่วมปิดกั้นทางเดินไปไม่ได้ ผมเห็นพระสงฆ์เดินผ่านมา จึงเอาใส่บาตรและอุทิศส่วนบุญกุศลให้ มีอะไรหรือนายจึงว่าผมอย่างนี้
             พราหมณ์รู้ความจริงอย่างนั้นแล้ว จึงไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อกราบทูลถามปัญหา พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่าพระสงฆ์มีศีล ทายกมีศีลและตั้งใจทำความดี ด้วยการทำทานรักษาศีลและภาวนา ย่อมบังเกิดผลดีแก่ผู้ตายไปแล้ว
             พราหมณ์เมื่อถามปัญหาแจ่มแจ้งแล้วได้ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกในพุทธศาสนาได้บรรลุมรรคผลเป็นโสดาบันบุคคลสืบมา
             คัมภีร์เกี่ยวกับพราหมณ์ปัญหา คัมภีร์มาลัยสูตร คัมภีร์เปรตพลี ในพิธีภัณฑสูตรเป็นเครื่องชี้ให้เกิดค่านิยมการทำบุญทานขันข้าวของชาวเหนือมาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน

การตานขันข้าวเพื่อบูชาคุณ
             มีลัทธิประเพณีอย่างหนึ่งของภาคเหนือคือการนำเอาข้าว และอาหารของหวานไป บรรณการกู้เฒ่าผู้แก่ มีอายุ อาวุโส ที่อยู่ใกล้เคียงกับตน เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย (ซึ่งนิยมเรียกว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ว่า พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย หรือ พ่อหลวงแม่หลวง) บางทีพวกคุณลุงคุณป่าผู้ทรงวุฒิในหมู่บ้าน การทำอย่างนี้ชาวบ้านเรียกว่า “ตานขันข้าวหื้อคนเฒ่าคนแก่” มีวิธีการอ่าเดียวกันกับถวายพระ กล่าวคือ ผู้จะทานให้น้ำให้ข้าวไปประเคนแก่ผู้รับแล้วนับพับเพียบ ประนมมือไว้รับพรผู้ใหญ่ที่เรานับถือนั้น การทำบุญตานขันขาวเพื่อบูชาคุณนี้ต่างไปจากการถวายต่อภิกษุ คือ ไม่อุทิศหาเทวดาและบรรพบุรุษเท่านั้น
ประเพณีตานขันข้าวบูชาคุณนี้ในชนบทของภาคเหนือ นิยมทำกันอยู่มากสำหรับประชาชนในเมืองใหญ่ ๆ การตานขันข้าวได้งดไปอันเนื่องมาจากความวุ่นวายของสังคมเมืองนั้นเอง

การตานขันข้าวเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่เทพยดาทั้งหลาย
             ประชาชนที่นับถือเทพยดามักจะบนบานสารกล่าวในคราวทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ขอแม่ธรณีคุ้มครองเวลาเดินทางเวลาสร้างบ้านเรือน ห้องหอ ขอเทพเจ้าทั้งหลาย คุ้มครอง ขอแม่โพสพ คุ้มครองต่อพืชผล เป็นต้น เวลานำขันข้าวไปถวายตานแก่พระสงฆ์ ทายกจะต้องบอกท่านว่าอุทิศให้แก่หากจะบอกว่าแม่ธรณี ท่านก็จะอุทิศถึงแม่ธรณี หากพูดถึงเทพเจ้าหรือเจ้ากรรมนายเวรอื่น พระสงฆ์ท่านก็จะระบุชื่อให้พร้อมกับหยาดน้ำ หรือกรวดน้ำดังนี้ “ด้วยบุญราศรี อันนี้มีมาก มูลศรัทธากระทำได้แล้ว จักอุทิศฝากไปหา ยังเทวบุตรเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา ฉะกามาวจรเทวโลก โสฬสอินทาพรหม ยมราชปรไมไอศวร นางนาฎให้แม่ธรณี นายหนังสือ สามสิบสองตน ตนจ๋ำบุญและจ๋ำบาปตนจ๋ำจื่อ เส้นกั้นก้านน้ำหยาดหมายตาน เจ้ากรรมนายเวร หมู่ผีเข็ญ กเฬรราก ครุฑนาค ใต้อสุรี ขอบุญกุศลราศีนี้ไปรอด จุจอดเจ้าจุดตน ๆ นั้นจุ่งจักมี เที่ยงแท้ดีหลี สัพพีติโยฯ จัตตาโร ธัมมาวัทฌันติ อายุวัณโณ สุขัง พลังฯ
             การตานขันข้าว เป็นประเพณีแห่งความสำนึกในอุปการะและพลีกรรมความดี ตามแนวทางพุทธศาสตร์แทนการบุชายัญกรรมอื่น ๆซึ่งประชาชนชาวภาคเหนือได้ปฏิบัติกันมาช้านาน

กลับด้านบน

ป๋าเวณีถวายเทียนเข้าพรรษา

             การถวายเทียนพรรษา ของประชาชนชาวเหนือนิยมทำกันมาช้านานแล้ว เรียกว่าถวาย “ผะติ๊ดเทียนไฟ” แต่ทำถวายกันเป็นส่วนตัว พอถึงเวลาก็พาลูกหลานภายในครอบครัวไปถวาย ไม่ได้ทำอะไรเอิกเกริกเป็นส่วนรวมดังเช่นที่ทำกันในภาคเหนือ ภาคอีสานปัจจุบันนี้

             ค่านิยมของการถวายเทียนเข้าพรรษาของชาวล้านนา มีดังนี้
                1. เพื่อใช้จุดเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในระหว่างพรรษา
                2. เพื่อให้ความสว่างเวลามีพิธีกรรมทางศาสนาตอนกลางคืน เช่น การสวดมนต์ และการเทศน์ ซึ่งต้องอ่านจากคัมภีร์ธรรม
                3. เพื่อใช้เป็นเครื่องส่องสว่าง เวลาพระเณรในวัดศึกษาท่องพระธรรมวินัย ในเวลากลางคืน
                4. เพื่อความสุขจากบุญกุศลที่ได้ทำบุญถวายเทียนซึ่งมุ่งหวังให้มีปัญญาสว่างไสว ชีวิตจะได้รุ่งโรจน์เปรียบเสมือนแสงเทียนที่ส่องสว่าง
                5. เพื่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ

             เทียนพรรษาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
                1. เทียนหลวง หมายถึงเทียนที่ทำขนาดใหญ่ มีความสูงตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย 8 นิ้ว
                2. เทียนน้อย หมายถึงเทียนเล็ ก คือขนาดโตกว่าเทียนไขธรรมเล็กน้อย แต่ก็จัดว่ามีขนาดใหญ่กว่าเทียนธรรมดาแล้ว

คำกล่าวถวายเทียนเข้าพรรษา
             นโม (3 จบ) อิมัง ภันเต พุทธะปูชายะ วัสสะคะตัง ปะทีปั สังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต สังโฆ อิมัง วัสสะคะตัง ปะทีปัง ปะฏิคัณหาตุ อัมหากัญจะ มาตา ปิตุ อาทีนัญจะ เปตานัง สัพพะวัญจะ อัมหากัญจะ เทวะตานัง ฑีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
             ข้าแดพระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งเทียนประจำพรรษาเล่มนี้แด่พระสงฆ์ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งเทียนประจำพรรษาเหล่านี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายและบิดามารดญาติสายโลหิตมิตรสหายทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้วด้วย กับเทพเจ้าทั้งหลาย ทั้งปวงด้วยสิ้นกาลนานเทอญ
             การถวายเทียนพรรษาเป็นประเพณีหนึ่งของชาวเหนือที่นิยมทำกัน นอกจากหวังให้เกิดบุญกุศลแล้วถ้าทำเทียนใหญ่ก็ก่อให้เกิดความสมัครสามัคคีในหมู่คณะ จึงสมควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีโดยช่วยกันรักษาไว้ให้คงมีต่อไปอย่าให้เสื่อมสูญ

การเวียนเทียน
             ประเพณีนิยมของชาวชมพูทวีป เมื่อมีความเคารพนับถือสิ่งใดจะเป็นบุคคล สถานที่ก็ตาม เมื่อแรกพบหรือจะจากไปก็จะเดินเวียนขวา 3 รอบ ก่อนแล้วจึงจากไป โดยหันด้านขวามือหาสิ่งนั้น ในพระพุทธศาสนาได้นำมาเป็นการบูชาทั้ง 2 อย่างคือ ปฏิบัติบูชาคือเดินเวียนทักษิณ 3 รอบ และอามิสบูชามีดอกไม้ธูป 3 ดอก เทียน 2 เล่ม พนมมือไว้ตรงหน้าอกโดยมีดอกไม้ธูปเทียนอยู่ในมือในขณะเดินเวียนไป ใจก็น้อมรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยไปด้วย มีสติควบคุมจิตใจให้เป็นสมาธิ เมื่อกำหนดการพร้อมแล้วพิธีกรได้กล่าวเชิญท่านประทานได้นำดอกไม้ธูปเทียน เนื่องในวันสำคัญ นั้น เมื่อจบแล้วท่านประทานก็เดินทางเวียนเทียน รอบที่ 1 ระลึกถึงพระพุทธคุณ รอบที่ 2 ระลึกถึงพระธรรมคุณ รอบที่ 3 ระลึกถึงพระสังฆคุณ ในขณะที่เดินเวียนเทียนให้สำรวมกาย คือ ให้กายเรียบร้อย ไม่เดินแซงกัน สำรวมวาจาคือไม่พูดไม่คุยกันไป สำรวมใจคือมีใจอ่อนน้อมให้เกิดศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัยมั่นคงเป็นการสำรวมในไตรทวารชั่วขณะ จะได้เกิดเป็นบุญกุศลเหมือนเงา ติดตามตัวเราไปในทุกสถานที่ มีชั้นตอนปฏิบัติดังนี้
             - เตรียมสถานที่ เช่น ดายหญ้า ปัดกวาดทำความสะอาดบริเวณฯ
             - ตั้งกระถางธูป โต๊ะวางเครื่องสักการะ ดอกไม้ ธูปเทียน
             - นัดหมายครูอาจารย์ นักเรียนเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน
             - ฟังบทความเนื่องในวันนั้น หรือครูจริยศึกษาชี้แจงความสำคัญก่อน
             - จัดแถวนักเรียนเป็นห้อง ระดับ ตามความสูงต่ำ
             - พิธีกรเชิญประธานจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย
             - นำคำกล่าวดอกไม้ ธูปเทียน เนื่องในวันสำคัญนั้น
             - ประธานออกเดินนำเวียนเทียนปทักษิณ เดินเวียนขวา 3 รอบ
             - ขณะที่เดินเวียนเทียนให้สำรวม กาย วาจาใจ
             - เมื่อครบ 3 รอบแล้ว นำดอกไม้ธูปเทียนวางไว้ที่จัดให้ จบมือ (พนมมือ)

ป๋าเวณีนอนวัดจำศีล

             ประเพณีนอนวัดจำศีลตรงกับภาคกลางว่า ถืออุโบสถศีล เป็นประเพณีที่ชาวเหนือถือ ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ ผู้ที่ไปนอนวัดจำศีลส่วนมากมักจะเป็นผู้สูงอายุ คือ ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ที่มีภารกิจหรือธุรการงานในหน้าที่ ทีจะต้องรับผิดชอบ คือไม่มีภาระผูกพัน ที่จะต้องรับผิดชอบ คือไม่มีภาระผูกพัน หรือคนหนุ่มคนสาว บางคน คนที่มีจิตศรัทธาแกร่งกล้า ก็จะไปนอนวัดจำศีลร่วมกับผู้เฒ่า ผู้แก่ ได้เช่นเดียวกัน
             การนอนวัดจำศีลหรือถืออุโบสถศีลนิยมทำกันเป็นประเพณีทุกวันพระขึ้นหรือแรม 8 ค่ำ 15 ค่ำ ซึ่งเรียกว่าวัดศีลตรงกับวันอุโสบถศีลของภาคกลาง ปฏิบัติตลอดระยะเวลาเข้าพรรษา แต่บางวัดเมื่อออกพรรษาแล้วก็ยังมีการนอนจำวัดจำศีลต่อไปอีกจนถึงเดือนยี่เหนือ ตรงกับเดือน 12 ของภาคกลาง

ค่านิยมในการนอนวัดจำศีล
             1. มีความเสื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย
             2. เพื่อต้องการให้ได้รับจริยาวัตรอันดีงามจากพระสงฆ์
             3. เพื่อฝึกหัดอบรมจิตใจให้สงบ
             4. เพื่อหวังผลแห่งความสุขในภพหน้า
             5. เพื่อค้ำจุนและสืบพระศาสนา

ข้อปฏิบัติในการนอนจำจำศีล
             ชาวเหนือมักถือปฏิบัติคล้าย ๆ กัน แต่ก็อาจแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย ตามสภาพของชุมชน อย่างไรก็ตามหลักใหญ่ ๆ ในการปฏิบัตินั้นส่วนมากได้ปฏิบัติกันดังต่อไปนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม
             1. เมื่อถึงวันพร คนที่จะไปนอนวัด จะแต่งกายด้วยชุดขาว คือ หญิงจะใส่ผ้าถุง เสื้อและห่มสไบสีขาว ส่วนชายจะใส่กางเกงสะดอ (กางเกงจีนขาสามส่วน) และเสื้อคอกลมสีขาว มีผ้าขาวม้าพาดบ่า
             2. เตรียมเครื่องนอนวัด ประกอบด้วย เสื่อ หมอน ผ้าห่มนอน ไม่นิยมนอนบนฟูก (สิ่งเหล่านี้ลูกหลานเป็นผู้นำไปส่งที่วัด)
             3. เตรียมขันข้าวตอกดอกไม้ (พานใส่ดอกไม้) ธูป เทียน ขวดหยาดน้ำ ( น้ำสำหรับกรวดเพื่ออุทิศส่วนกุศล) พร้อมทั้งอาหารคาวหวาน สำหรับนำไปใส่บาตร หรือถวายพระ 1 ชุด และเตรียมสำหรับตัวเองอีก 1 ชุด เพื่อเอาไปรับประทานอาหารมื้อกลางวัน 1 มื้อ
             4. หนังสือธรรมะ หรือบทสวดมนต์ต่าง ๆ สำหรับนำไปท่อง หรือใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการนอนวัด

ขั้นตอนของการปฏิบัติ
             1. เมื่อไปถึงวัดแล้ว ให้ใส่ขันดอก (บูชาพระรัตนตรัย) ด้วยการนำเอาดอกไม้ ธูปเทียน และข้าวตอกใส่ในขันแก้วตังสาม (พานใหญ่มีเชิงสูง) โดยจัดวางเป็นสามกอง เพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์แล้วจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปอีกครั้งหนึ่ง
             2. ร่วมทำพิธี ทำวัตรเช้า รับศีล 5 กล่าวคำถวายอาหารแก่พระภิกษุร่วมกับคณะศรัทธาที่ร่วมทำบุญในวัดครั้งหนึ่งก่อน
             3. เมื่อพิธีในตอนเข้าเรียบร้อยแล้ว ผู้คนก็จะลาพระกลับบ้าน ตอนนี้ผู้ที่จะนอนวัดจำศีลก็จะพากันไปรับศีล 8 คือ อุโบสถศีลจากพระสงฆ์ เพื่อตั้งใจปฏิบัติอยู่ในวัดเป็นเวลา 1 วัน กับ 1 ค้น
             4. ต่อจากนั้นก็จะพร้อมกันขอขมา แก้ว 5 โกฐาก คือ นำดอกไม้ธูปเทียน และข้าวตอกไปใส่ลงในพานใบใหญ่ซึ่งเรียกว่า ขัน 5 โกฐาก วางเป็น 5 กอง เพื่อบูชาสิ่งสำคัญ 5 สิ่งนั้น คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ และพระกัมมัฎฐาน แล้วสวดมนต์กัมมัฎฐานพร้อมกัน
             5. การรับประทานอาหาร คนนอนวัดจะรับประทานอาหารได้เพียงก่อนเวลา 12.00 น. เท่านั้นหลังจากเวลานี้ไปแล้วจะไม่รับประทานของขบเคี้ยวอีก นอกจากน้ำดื่มและน้ำปานะ (น้ำผลไม้) เท่านั้น
             6. มีการนั่งบำเพ็ญภาวนา (นั่งสมาธิ) พร้อมกันโดยจะมีพระสงฆ์เป็นผู้อบรม ให้เมื่อได้รับการอบรมแล้วถ้ามีโอกาสใครจะปฏิบัติภาวนาอีกนานต่อไปเท่าใด กี่ครั้งก็แล้วแต่ หากมีเวลาและความประสงค์ของแต่ละคน
             7. ตอนบ่ายจะมีการฟังเทศน์ และศึกษาหัวข้อธรรมมะต่าง ๆ ด้วยตนเอง หรือจากผู้ที่สามารถจะให้ความรู้ให้ หรือจะท่องบทสวดมนต์ คำกล่าวในพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ ก็แล้วแต่จะเห็นสมควร
             8. ตอนเย็นหลังจากอาบน้ำแล้ว ก็จะมีการทำวัตร สวดมนต์ หรือสนทนาธรรม ระหว่าคนนอนวัดด้วยกัน บางคนอาจนั่งเพ็ญภาวนาต่อไปอีก หรือจะพักผ่อนนอนกลหับแล้วแต่กรณี
             9. ตอนใกล้รุ่ง หลังจากทำกิจวัตรประจำวันแล้วก็มาพร้อมกันสวดกัมมัฎฐานาและภาวนาต่อจนรุ่งเช้าแล้วสมทานศีล 5 จากพระสงฆ์ เมื่อสว่างแล้วก็เก็บเครื่องนอน ปัดกวาดวัดวาอารามให้สะอาด แล้วก็ลาพระกลับไปสู่บ้านของตน
             การนอนวัดจำศีลจึงเป็นประเพณีที่ถือควรปฏิบัติ เพราะเป็นการขัดเกลาจิตใจ ให้เกิดความสงบสุขแก่ตนเอง และแก่สังคมที่อยู่ร่มกันได้เป็นอย่างดี


สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
๑๑๙ หมู่ ๙ ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง ๕๒๑๐๐
โทรศัพท์ ๐๕๔-๒๓๗๓๖๑ ๐๕๔-๒๓๗๓๙๙ ต่อ ๖๗๐๐-๒